Nida's profileSmall room for a small p...PhotosBlogListsMore Tools Help

Small room for a small person ห้องน้อยๆ ของคนนิดๆ

Time changed people changed, me too. It's only about seeing, knowing and then accept them as they are with this small person inside...เมื่อเวลาแปรผัน...คนก็แปรเปลียน...รวมทั้งฉันด้วย ก็แค่พิจารณา...เรียนรู้...และรับรู้...จากห้องหัวใจเล็กๆ ของคนเล็กๆ ข้างใน
Photo 1 of 9
More albums (49)
All comments are welcomed..... Bow Down
 
 
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยี่ยมห้องน้อยของเรา
ทำตัวตามสบายนะ เดินให้ทั่ว
ห้องของเราแม้จะเล็กแต่บรรจุเรื่องราวไว้ไม่น้อย เป็นเรื่องราวที่คงไม่ได้บอกเล่าแม้คุณจะมานั่งอยู่ตรงหน้า
เราเชื่อว่า ประสบการณ์ของคนเราคงไม่ต่างกันมากมายนัก ในเรื่องที่ทิ้งผลกระทบทางอารมณ์ ทั้งสุข และ เศร้า ไว้
บอกเราด้วยว่าคุณรู้สึกอย่างไร มันทำให้คุณระลึกถึง ใคร อะไร บ้างหรือเปล่า...........ถ้าคุณอยากเล่าเราก็อยากฟัง
 
อาจจะเป็นวิถีของโลกเสมือนจริงแห่งนี้ ที่เราจะพูดและฟังกันคนละสถานที่ คนละเวลา
เพื่อที่ว่า....บางที...เราจะเข้าใจกันมากขึ้น มากกว่าอยู่ต่อหน้ากัน....
บางทีอาจจะมากกว่าคนที่อยู่ในชีวิตจริงจะเป็นได้
และ...ทิ้งโนตไว้ให้เรารู้นิดนึงนะว่า คุณแวะมา....
 Thank you for visiting my small room, make yourself at home, look around. Though this is just a small room but contain quite a lot stories, the stories that might not been told even we were confronted. I belive that there are not much difference for all of our experiences that leaved effect both gladness and sadness inside us. Tell me how do you think, is it remind you of someone or something? If you would like to tell I ll be very happy to listen to you. It may be only here in the virture space that we can talk we cant listen to each other at the different times from the different places and get more understanding than we met in person. May be even more than you can get from the person in your real life.
And please leave a note of visiting, thank you.
 
So tell that someone that you love
Just what you're thinking of
........................................
If tomorrow nevercomes............
..................................................
 
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
สวสดีค่ะ คุณนิดา
 
ตามกลิ่นดอกปีบมาแต่เช้าค่ะ ด้วยความหอมที่ส่งกลิ่นแห่งความรักและคิดถึง
ไปยังฟากฟ้าไกล สบายดีนะค่ะ ไม่ได้แวะมานานเพราะภาระกิจหน้าที่
 
อีกทังการหยุดพักซ่อมแซมสุขภาพร่างกาย ที่ชำรุดไปตามวัยนะค่ะ
 
ด้วยรักและคิดถึงคุณนิดาเสมอค่ะ
Sept. 5
Strange Loopwrote:
สวัสดีครับ ผมแอ๊ดไว้นะครับจะได้กลับมาสะดวก
แบบว่าอ่านยังไม่หมดอ่ะครับ
June 6
Ong..wrote:
ผ่านมาดู small room ที่นี่.. มีอะไรดีๆให้เก็บเกี่ยวเยอะเลย :)
June 2

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

แวะมาเยี่ยมทักทายถามข่าวคราวตามประสาคนที่คิดถึงกันเสมอนะค่ะ

คุณนิดาคงงานยุ่งแน่ๆเลยไม่ค่อยเห็นเข้ามาอัพเดทที่นี้นัก

งานมากๆก็พักผ่อนบ้างนะคะ..คิดถึงเสมอคะ

Apr. 29
Apr. 13
Picture of Anonymous
นาย ตะล๊องต่องแต๋ง wrote:
แวะมาอ่านเพลินๆ ก่อนเดินไปแอ่วดาดฟ้าตึกสูง
แหมได้บรรยากาศ ซะเหลือเกินจิงๆเชียวเรื่องสั้น
ทำไมสมองถึงได้บรรจุอารมณ์ละเมียดได้มากมาย
ทำไมถึงมีมุมมองที่สวยงามมากว่ามุมอับลับเถื่อน
 
บังเอิญจังที่อารมณ์วันนี้ได้ดื่มด่ำ ล้ำเลิศ ภาพถ่าย
ชอบดอกไม้น้อยกว่า หมาขาวเหงาหงอยมากมาย
 
อิอิอิ อะไร อะไร ก็ หมา ไปหมด แบบว่าอยากได้หมาจัง
Nov. 18
+_KiK_+wrote:
สวัสดีค่า เป็นไงบ้างค๊า ไม่ได้เจอ ไม่ได้คุยกันตั้งนานเลยนะค๊า
สบายดีรึป่าวค๊า พี่สาว อิอิอิ
เกรดเทอมที่แล้วออกแล้วหล่ะค๊า 3.1 หล่ะ 55+
พี่นิดจาไปงานที่เซนทรัลเวิลด์รึป่าวค๊า ไปวันไหนอ่ะกิ๊กจาได้ไปหาWink
คิดถึงมากๆเรยค่า
Nov. 12
สวัสดีค่ะคุณ Nida
แวะเข้ามาแต่เช้ามืดก่อนออกไปทำงานค่ะ ที่บ้านเราตอนนี้ก็คงเป็นเวลารับประทานอาหารกลางวันกัน ขอบคุณมากค่ะที่กรุณาฝากเมล์ไว้ให้เหมือนจะรับรู้ได้จากความรู้สึกของคนไกลบ้านนะค่ะว่า..เหงา..
และคิดถึงบ้านมากมายแม้ว่าจะอยู่มานานหลายสิบกว่าปีแล้วแต่อยู่ไหนๆเล่าจะสุขใจเหมือน เมืองไทย ของเราไม่มีเลยค่ะ ไว้เสร็จภารกิจกลับที่ตั้งเมือไหร่คงได้คุยกันนะค่ะ  ขอบคุณในน้ำใจที่คนไทยมีให้กันเสมอ
Oct. 30
สวัสดีค่ะคุณ Nida
แวะเข้ามาในยามดึกค่ะตามประสาคนไกล..ประทับใจมากค่ะ
เข้ามาแล้วเพลินจนไม่อยากกลับออกไปเลยคะ บทความประทับใจค่ะ
Oct. 25
khomsantwrote:
ดีใจครับที่ผ่านมาเลยได้ความรู้มากครับ
ขอบคุณครับ
Sept. 28

Horoscopes

Loading...

Quote of the Day

Loading...

Nida Nita

Occupation
Location
Interests
I am a Gemini and got all that characteristics :
Adaptable and versatile,
Communicative and witty,
Intellectual and eloquent,
Youthful and lively.....
and much more.
April 07

กล้องโปร-คนไม่โปร?

ฉันรู้ตัวเสมอว่า สมองสองข้างของฉันทำงานไม่เท่ากัน

เค้าว่ากันว่า สมองซีกซ้ายสำหรับความคิดที่เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นรูปธรรม จับต้องได้  สัมผัสได้ด้วยประสาทรับความรู้สึก

สมองซีกซ้ายเอาไว้สำหรับความฝัน จินตนาการ อะไรที่มองไม่เห็นด้วยสายตา แต่สัมผัสได้ด้วยหัวใจ

เดือนที่ผ่านมา...ฉันได้รับแรงยุจากหลายกระแส จนกระทั่งถูกฉุดให้ลุกออกไปหากล้องตัวใหม่มาใช้เสียที

 

...น่า นะๆๆๆๆๆๆ ลองพิจารณาดูดีๆ นะครับ อย่างที่ผมว่านั่นละ คุณดินมีฝีมือในการถ่ายภาพอยู่แล้ว

หากได้เครื่องมือที่ดีขึ้นอีกนิดคงจะสุดยอดเลยครับ และจะสนุกกับการถ่ายภาพขึ้นอีกมากเลย...

 

...หากล้องดีๆ มาใช้ เห็นด้วยอย่างยิ่งครับ  เหมาะกับคุณมาก

เพราะเครื่องมือที่ดีมันเปิดโอกาสให้คุณสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่งดงามได้มากขึ้น...

 

 

ผู้คนเหล่านั้นล้วนแล้วแต่คิดว่าฉันถ่ายรูปเก่ง และต่างก็มีความปรารถนาดี บอกว่าฉันจะฉันควรจะเลื่อนชั้นขึ้นไปใช้กล้องโปรได้แล้ว 

ถึงแม้ฉันจะรู้ว่าใครๆ เหล่านั้นล้วนเข้าใจผิด ฉันไม่ได้ถ่ายรูปเก่ง  มิไยจะถูกใครต่อใคร พยายามอบรมสั่งสอนยังไง ฉันก็ยังคงโง่งมอยู่กับศัพท์จำพวก ความไวชัตเตอร์ เปิดหน้ากล้อง ชดเชยแสง ๙ล๙ ....เฮ้อ สมองซีกขวาที่ว่างเปล่า

 

ฉันถ่ายรูปด้วย.....

 

-หัวใจที่ตามเดินไปกับเส้นสายและรูปฟอร์ม

-อารมณ์กลมกลืนและขัดแย้งไปกับสีสวยๆ

-สายตาที่เห็นความงามในแสงและเงา

-ความรู้สึกที่อ่อนไหวไปกับห้วงเวลาบรรยากาศ

-สรรพชีวิตที่หยุดนิ่งและเคลื่อนไหว .........

 

แต่ในที่สุดฉันก็ลุกออกไปตามแรงยุเข้าจนได้ ก็หนีบเอาพี่เลี้ยงไปด้วย

 

เอาตัวนี้ไปแล้วจบเลย คนขายบอกพร้อมกับเสนอรุ่น 1000D และ D60

 

ไม่จบหรอก พี่เลี้ยงบอก พร้อมกับอธิบายถึงเรื่องราวของเลนส์  และอุปกรณ์ต่างๆ ที่จำเป็นต้องมี ฉันพยายามจับใจความได้มาประมาณว่า กล้องโปรนั้นมันจะแยกอุปกรณ์ตามความประสงค์ของผู้ใช้ และในแต่ละครั้งเราจะต้องปรับหรือเปลี่ยนไปตามเรื่องราวที่เราจะถ่าย ซึ่งหมายความว่าเราจะต้องมีความรู้ว่า ต้องเปลี่ยนอะไรและปรับอย่างไร ตามความประสงค์เฉพาะกิจหนึ่งๆ

 

คนไม่มีวันเป็นโปรฯ ไปได้อย่างฉัน เอาเจ้าโปรนี่มาคงได้แต่กราบเช้าเย็น ค่าที่มันเก่งกว่าฉัน

 

แล้วพี่เลี้ยงก็เสนอ Canon S2 IS มันเรียกว่า Semi-DSLR หรือ DSLR-like ตัวไม่ใหญ่นัก น้ำหนักเบา แค่ 400 กรัม หน้าจอเปิดพลิกได้ และใช้แบตเตอรี่ขนาด 2A

 

ราคาค่อนข้างถูกเพราะตอนนี้ตกรุ่นแล้ว ฉันชอบกล้องที่ใช้แบตเตอรี่ 2A เพื่อที่ว่าเมื่อใดที่แบตเตอรี่ชาร์จเกิดหมดฉุกเฉินก็จะไม่เป็นปัญหา

ฉันพลิกดูไปมา....เอ....คุ้นๆ นะ Auto, P, A, S, M ทุกอย่างเกือบเหมือนเจ้า Konica Minolta Dimage Z5 คู่ทุกข์ คู่ยาก ที่ไปไหนก็กระเตงกันไปมาหลายปี แล้ว.....ของเราก็ DSLR-Like เหมือนกันนี่นา

 

ในร้านเหลือ Canon S2 IS อยู่ตัวเดียว ท่าทางมีตำหนิ เจ้าของร้านเสนอขายแค่ 9000 บาท

ไม่มีตัวใหม่ก็ดีแล้ว ฉันรีบบ๊าย บาย คนขาย  บอกว่าขอกลับไปคิดดูก่อน

ก็ดูมันไม่ค่อยต่างกับตัวเดิมของฉันสักเท่าไร

 

 

วันนี้....ฉันคว้ากล้องคู่ใจพร้อมกับติดคู่มือออกมาด้วย ... บ่ายๆ ของเดือนธันวาคม อากาศไม่ร้อน แสงกำลังสวย  วันนี้ฉันอ่านคู่มือของเจ้า Konica Minolta Dimage Z5 เป็นครั้งแรก!!!

 

 

สนง.ของเราเป็น Home Office แต่ละหลังปลูกต้นไม้สารพัดชนิด ออกดอกสวยงาม 

แถมอีกด้านหนึ่งเป็นทุ่งรกร้างว่างเปล่า ที่เต็มไปได้กอหญ้าและต้นไม้ต่างๆ

อ่างบัวหน้าบ้าน บัวขาบกำลังบานงามพอดี แต่เวลานี้แดดด้านนี้จะร่ม

ประเดิมภาพแรก ได้สีม่วงไม่ค่อยแจ่ม เอามาปรับในโฟโตชอพ ซะ

ม่วงสะใจไปเลย แต่ก็ไม่ได้เพี้ยนไปจากสีจริงของมัน

 

 

 

บ้านข้างๆ เจ้าของเป็นหนุ่มหน้าสวย ชื่อคุณเล็ก

เป็นดีไซน์เนอร์ เสื้อผ้าและเครื่องประดับหรู

2-3 วัน ในรอบปี ก็จะมีการจัดลดราคาสักครั้งหนึ่ง

2-3 วัน นั้น จะได้ยินเสียงโขลกน้ำพริกดังน่าอร่อย ขนมจีนน้ำยาเอย แกงเผ็ดเอย

มีญาติๆ ที่มาจากต่างจังหวัดมาช่วยกันทำ

เหมือนไม่ได้อยู่เมืองกรุง เหมือนไม่ใช่ดีไซน์เนอร์สินค้าหรู วางห้าง 

เป็นอาหารอร่อยสำหรับเลี้ยงลูกค้าทุกคน

 

 

 

บ้านคุณเล็กหาญกล้าทาสีแดง รอบรั้ว มีต้นไม้

ดอกไม้คลาสสิคของฉัน คือดอกปีบ นั่นแล

 

 

 

ส่วนชมนาดนั้นจะบานส่งกลิ่นเหมือนข้าวใหม่หุงด้วยใบเตย

หอมตลบไปทั่วบริเวณในเดือนกุมภาฯ เป็นต้นไป 

คุณเล็กใจดีบอกให้ฉันเด็ดไปเท่าไรก็ได้

ชมนาดมีความน่ารักอยู่อย่างคือ

ถ้าเด็ดมาสักช่อที่มีทั้งดอกตูมและดอกบานแช่น้ำไว้

เค้าจะบานให้จนดอกสุดท้ายในช่อ

ส่งกลิ่นหอมอวลในห้องตลอดเวลาเกือบสัปดาห์

 

 

 

ดอกสีม่วงนี้ชื่อ เทพพนม......ปฐมเอย....พรหมสี่หน้า...

นึกถึงตอนเด็กๆ เคยรำอะไรสักอย่าง ยากเย็น

 

 

 

ดอกสีขาวนี้เพิ่งเห็น ยังไม่ทันได้ถามคุณเล็กว่ามันเป็นดอกอะไร

ฉันว่ามันน่าจะมีคำว่าไข่มุกนะ

ให้ฉันเรียกมันว่าดอกไข่มดไปก่อนก็แล้วกัน

 

 

 

ฉันเดินเรื่อยเปื่อยมาทางฝั่งที่เป็นทุ่งหญ้า รกร้าง

ดอกดาวกระจายพันธุ์นี้ มีกลีบดอกซ้อน และเป็นสีเหลืองมะนาว lemon yellow 

ไม่ใช่เหลือง gamborg อย่างที่เห็นทั่วไป

ฉันติดนิสัยถ่ายภาพกลีบดอกไม้ย้อนแสง ให้ได้กลีบบางใสแวววาว

 

 

 

เหลือบไปเห็นใบอ่อนสีชมภูของต้นมะม่วง...มะม่วงต้นนี้ท่าจะหวาน....

 

 

 

อ่อมแซบ ชื่อก็บอกแล้วว่ากินได้นะ...แถมบอกว่าอร่อยด้วย

 

 

 

เสียงนกกางเขนคุยกันอยู่ในพงพุ่มไม้ข้างๆ หวานเจื้อยจับใจ

เงยสูงขึ้นไปหน่อย นกน้อยตัวนิดๆ ฉันเล็งสุดกำลังซูม 12X ของกล้อง

ได้ภาพไม่ชัดนัก แต่ฉันก็พอใจไปแล้วแค่ได้เห็นมันเกาะอยู่บนกิ่งไม้เกลี้ยง

ปราศจากใบให้แอบหลบ มันช่างมั่นใจว่ามันจะปลอดภัย

 

 

 

ผักบุ้งรั้ว เลื้อยดอกดกพราวริมทาง

กลีบดอกติดกันกลมไม่เห็นเป็นกลีบ ดูแบนถ่ายรูปให้สวยยากจัง

หันไปเจอกลุ่มที่ขึ้นพันแซมกอกกนี้ ราวฝีมือการจัดดอกไม้จากสไตลลิสท์มือหนึ่ง

ภาพด้านหลังของดอกกลับทำให้ดูน่าสนใจขึ้น

 

 

 

พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงอีก แสงเริ่มเรื่อเหลือง

เฟื่องฟ้าสีชมพูสด ระเริงแสงระยิบ

 

 

 

 

ต้นเฟื่องฟ้าดอกสีส้มอยู่ไม่ห่างกัน

ฉันพยายามขยับให้ได้พื้นหลังเข้ม ในขณะที่ดอกยังรับแสงอยู่

แล้วก็ได้ภาพนี้มา

 

 

 

ลีลาวดี ก้านดอกสีชมพูสด ขับดอกสีชมพูอ่อน เกิดเป็นโทนสีอ่อน-แก่

บังเอิญต้นนี้ยังเล็กอยู่ ถ่ายช้อนขึ้นหน่อยได้พื้นหลังเป็นทุ่งหญ้า

แตกต่างจากปกติที่มักจะเป็นท้องฟ้า

 

 

 

โพทะเล ที่ไหนก็ขึ้นได้ ฉันเคยเห็นมาหลายแห่ง ยกเว้นยังไม่เคยเห็นที่ริมทะเล !

 

 

 

ฉันเริ่มเดินย้อนกลับ...ประตูลายไม้บ้านนี้ เหลื่อมล้ำกัน

เกิดมิติทั้งสีและระนาบ รับกันดีกับกอไม้สีเขียวที่สว่างใสเพราะแสงลง

 

 

 

พยับหมอกเป็นไม้พุ่มแต่ดอกดก ระข้างรั้วราวกับไม้เลื้อย

ฉันถอยออกมาพยายามจัดกรอบให้กลุ่มดอกอยู่กลางใบของต้นอื่น

ปรับกล้องให้อยู่ในฟังก์ชั่นถ่ายระยะไกล

ก็เคยฟลุก ทำแบบนี้แล้วได้ภาพที่เหมือนถ่ายด้วยกล้องโปรเลยเชียว

 

 

 

ขอเก็บช่องามๆ ที่กำลังรับแสงไว้สักช่อเถอะน่า

 

 

 

รั้วบ้านเดียวกัน เล็บมือนาง สีสดอยู่สูงขึ้นไป

ฉันตั้งใจเลือกกลุ่มที่มีดอกน้อย 

ก็อยากให้มันตัดกับใบเขียวจัดๆ

 

 

 

เดินกลับมาถึง สนง. บ้านตรงข้าม เฮียรถสีขาว มีรถหลายคัน สีขาวทุกคัน

หยุดทักทายกัน เฮียเล่าว่า เอาปลาบึกมาเลี้ยง แต่ตายหมด ตอนนี้เลยเอาปลาดุกมาเลี้ยง

ฉันมองบ่อปูนเลียบผนังโรงรถแล้วบอกว่า

 ปลาบึกมันคงเครียดน่ะ ปลาดุกนั้น ยังไงขอมาผัดฉ่าก่อนที่มันจะตายเสียของเหมือนปลาบึกนะ

 แล้วก็ทำเป็นปรับกล้องเป็นโหมดมาโคร จ่อไปที่ ชวนชม หน้าบ้านเฮียนั่นแหละ

 

 

 

กลับเข้ามา จัดการโหลดภาพออกมาดู แอบลบทิ้งไปหลายรายการ เหลือภาพที่ถูกใจไว้

พนักงานกลับหมดแล้ว นั่งย่อภาพไปเรื่อยๆ ฟ้าเริ่มมืด

เสียงหลานรักโทรมาบอกว่า ป้านิด ออกมาดูพระจันทร์สิ สวยมากเลย

พระจันทร์ยังกลมโต เหลืองพันธมิตรอยู่เลย ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว

 

เค้าถ่ายกันยังไงนะ พระจันทร์เนี่ย....เวลาคับขันอย่างนี้ Auto สถานเดียว

มีขาตั้งกล้อง เอามือค้ำไว้กับหลังคารถใครก็ไม่รู้ที่จอดอยู่แถวนั้น

ซูมสุดความสามารถ ภาพในกล้องเหมือนเล่นโยกเยกได้

พระจันทร์ไม่รู้อยู่ที่ไหน ต้องซูมเข้าซูมออกซะหลายหน

แล้วอาศัยวิชาเหนี่ยวไกปืนมาช่วย ...เหนี่ยว-เล็ง...เหนี่ยว-เล็ง....

ได้มา 4-5 ชอท ที่ไม่เห็นทั้งยายกะตา ไม่เห็นกระต่ายด้วย

จนพระจันทร์โดนไม้บัง ภาพนี้ไม่รู้สวยหรือหลอน ?!?

 

 

 

นึกถึงคำถามของช่างซ่อมที่ครั้งหนึ่งเอาไปซ่อม

เพราะกล้องตก กระบอกเล็นส์แตกกระจาย

 

 รักเค้าหรือเปล่า ถ้าไม่รักก็ไม่ต้องซ่อม

คราวนั้น กล้องราคา 12000 จากเมื่อราคา 18000 ตอนเปิดตัว

ค่าซ่อม 6000 รักหรือเปล่าก็ไม่รู้แต่ก็บอกให้ซ่อม

 

มีเขวๆ ไปบ้าง ไม่ถึงกับออกนอกลู่...นอกทาง...นอกใจ...

 

ที่สุดแล้ว ก็จะอยู่เป็นคู่ทุกข์คู่ยากกันต่อไป...

 

 

 

 

September 05

ใส่หัวใจไว้ในดอกปีบ

ดอกปีบที่ไม่มีวันร่วงหมดต้น
 
p1
 
บางครั้งฉันรู้สึกขัดอกขัดใจกับการตั้งชื่อใหม่ให้ดอกไม้อย่างเลิศหรู
หรือ ตั้งใหม่เพื่อแก้เคล็ดอะไรบางอย่าง
แต่ "ดอกปีบ" เป็นเหมือนชื่อเล่นของ "กาสะลอง"
ฟังดูน่ารักสมตัวทั้งสองชื่อ ใครอย่าได้คิดชื่อใหม่ให้มันเชียว
 
p5
 
จะอย่างไรดอกไม้ก็ต้องโรยราอยู่ดี ไม่ว่าบางคนจะไม่อยากเด็ดดอกไม้จากต้น
 หรือ บางคนชอบที่จะตัด จะเด็ดดอกไม้
ให้มาสวย ให้มาหอมอยู่ข้างๆ ตัว
มันคงบอกไม่ได้ว่าอยากอยู่คาต้น
หรืออยากมางามแอร่มแฉล้มหอมอยู่นอกต้น
ที่สุดแล้วมันคงอยู่ที่ตัวเราจะให้ความรู้สึกกับมันแค่ไหน
จะดูแลมันอย่างไร จะเก็บความรู้สึกนั้นไว้ตรงไหน
เมื่อวันที่มันโรยราจากไป
 
p2
 
 ความรักของฉันกับดอกปีบเกิดขึ้นเมื่อฉันพบว่า
ดอกปีบที่งามง่ายด้วยกลีบสีขาวเพียง 4 กลีบ
แต่มีลีลาท่าทีด้วยรอยหยักตรงปลายกลีบหนึ่ง
เป็นที่ที่เกสรสีหลืองอ่อนจุดกำเนิดกลิ่นหอม อิงแนบอยู่ตรงกลีบนั้น
กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่กรุ่นตลอดวัน ตลอดคืน
หอมอวลละไม หอมไม่เว้นวรรคพักผ่อนเอาเสียเลย
 
p4
 
ฉันไม่ต้องลำบากใจว่าจะเด็ดดอกปีบจากต้นดีหรือไม่
เพราะดอกปีบจะทิ้งดอกร่วงลงบนพื้นตลอดเวลา
ดอกปีบที่ร่วงลงมานี้จะยังสดแจ่มและหอมทุกดอกไป 
ฉันไม่เคยอดใจได้ที่จะเก็บดอกปีบมาใส่แก้วแช่น้ำไว้ใกล้ๆ สายตา
แล้วคอยโฉบเข้าไปหอมมันบ่อยๆ
 
p3
 
ย่ำเย็นนั้น บนทางสายเดิมที่ต้องเดินผ่าน
ฉันไม่ยั้งใจที่จะเก็บดอกปีบดอกใหม่ๆ บนพื้นเหมือนที่ทำอยู่ทุกวัน
ใส่แก้วแช่น้ำวางไว้ข้างเตียง ให้กลิ่นของมันกรุ่นหวานอยู่ในความฝัน
แอร์ที่ฉ่ำเย็นตลอดคืน แม้บางก้านใต้น้ำจะเริ่ม
หมองและช้ำแต่ตัวดอกกลับยิ่งสด
กลีบแข็งส่งกลิ่นหอมเหมือนเดิม
 
IMG_1744
 
ฉันหยิบดอกของเมื่อวานออกจากแก้ว
สังเกตเห็นว่าก้านดอกบางก้านมีรอยหัก
แต่รอยหักนั้นไม่ได้ทำให้มันงอ
ตัวดอกยังคงสดงามอยู่เหมือนเดิม
ฉันทิ้งมันไม่ลง
เลยตัดก้านดอกส่วนที่เหลืองช้ำออกทีละดอก
แล้วได้ปีบก้านสั้น-ยาวไม่เท่ากัน
 
p7
 
เรื่อยๆ ไปในความรู้สึก
ดอกปีบก้านสั้นถูกเอาไปแช่ไว้ในขวดใส่น้ำใบจิ๋วแทน
แล้ววางไว้ข้างหน้าต่างห้องน้ำ
 ดอกที่ก้านเกือบกุดแล้วถูกวางทับไว้บนหนังสือเล่มหนาหนัก
ที่คว้ามาได้ใกล้ตัว
วันหนึ่งวันใดข้างหน้า ที่หนังสือเล่มนี้บังเอิญถูกเปิดออกมาอีกครั้ง
ดอกปีบแห้ง 2-3 ดอกนี้จะพาฉันกลับไปสู่ปีบ
ดอกงาม สด หอม...อีกครั้ง...และทุกครั้งไป
 
 
p6
 
หากเป็นคุณที่บังเอิญเปิดหนังสือเล่มนี้ขึ้นมา
ฉันขอฝาก นิทานดอกปีบเรื่องนี้
เพื่อนำคุณกลับไปพบกับ ปีบดอกงาม
สด หอม....มา ณ ที่นี้
 
 
May 21

มุมมองของเต่า

มุมมองของเต่า


 

ฉันอยากรู้ว่า....เมื่อแหงนหน้าดูดอกบัว ตามสายตาของเต่า หรือ กุ้ง หอย ปู ปลา

มันจะได้เห็นอะไรบ้างนะ.....?

ดอกบัวหลวง ปลูกประดับบริเวณสระว่ายน้ำ ของโรงแรมโสมาเทวี เสียมเรียบ ที่พักของเราทั้ง 3 คืนในทริปเขมรนี้

ปกติคงมีโอกาสน้อยที่จะได้ภาพดอกบัวในมุมช้อนใต้ดอกแบบนี้

กลีบบางใสด้วยแสงอ่อน - อุ่นของเช้าวันใหม่

บัวสี่เหล่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เห็นภาพชัด ฟังแล้วเข้าใจง่าย
ใครถูกด่าว่าเป็นบัวใต้น้ำ แปลว่าโง่ระดับสิ้นหวัง เจ็บแสบนักหนา
 "...รังแต่จะเป็นอาหารของ เต่า หรือ กุ้ง หอย ปู ปลา..."

ภาพนี้คือทางเดินขึ้นที่ชันถึง 50 องศา ขั้นบันไดกว้างประมาณ 4 นิ้ว ของหอสูงบริเวณศูนย์กลางของปราสาทหินนครวัด อันเปรียบดังศูนย์กลางแห่งจักรวาล เป็นสวรรค์แห่งเทวราชาตามความเชื่อของกษัตริย์ขอม ไพร่ฟ้าประชาเราต้องตะเกียกตะกายเสี่ยงชีวิตหากปรารถนาจะได้ยลภาพสวรรค์สักครู่ยามหนึ่ง มีข่าวที่ไม่เปิดเผยว่า มีอุบัติเหตุคนพลัดตกลงกระแทกหินขึ้นสวรรค์สมใจปีหนึ่งๆ จำนวนไม่น้อย
ปราสาทหินนครวัดมีแผนผังที่ถือว่าเป็นวิวัฒนาการขั้นสุดยอดของปราสาทขอม ใช้หินรวม 600,000 ลูกบาศก์เมตร ใช้แรงงานช้างกว่า 40,000 เชือก และแรงงานคนนับแสนขนหินและชักลากหินมาจากเขาพนมกุเลน ชึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 50 กิโลเมตร มาสร้าง มีเสา 1,800 ต้น หนักต้นละกว่า 10 ตัน ใช้เวลาสร้างร่วม 100 ปี ใช้ช่างแกะสลัก 5,000 คน และใช้เวลาถึง 40 ปี ในการสร้าง

โฉกครรยาร์ หรือ เกาะแกร์
ตำนานเล่าว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 มีศักดิ์เป็นอา และทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแทนหลานทั้งสอง คือพระเจ้าหรรษาวรมันที่ 1 และพระเจ้าอิศานวรมันที่ 2 พระโอรสใน พระเจ้ายโศวรมันที่ 1 เริ่มสร้างเกาะแกร์ราวปี ค.ศ.921 และแยกออกมาตั้งตนเป็นกษัตริย์ที่ เกาะแกร์ ทับซ้อนอำนาจส่วนกลางที่อยู่เมืองยโศธรปุระ เขาพนมบาแค็ง

กระทั่งปี ค.ศ. 928 ซึ่งเป็นปีที่พระเจ้าอิศานวรมันที่ 2 เสด็จสวรรคต พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 จึงมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ณ ช่วงเวลานั้น พระเจ้าชัยวรมันที่ 4 เพิ่มพูนอำนาจของพระองค์ตลอดเวลา ทรงก่อสร้างศาสนสถานเป็นจำนวนมาก เช่น ปราสาทธม เทวรูปพระศิวะ หรือศิวลึงค์ขนาดมหึมา
ความรุ่งเรืองของนครหลวงเกาะแกร์เจริญถึงขีดสุด ประมาณ 20 ปี ในช่วงแห่งการครองราชบัลลังก์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 4 ต่อมา พระเจ้าราเชนวรมันที่ 2 ได้ทรงย้ายเมืองหลวงกลับมาที่ยโศธรปุระอีกครั้ง ปล่อยนครหลวงเกาะแกร์เป็นเพียงซากหินทรายรูปพีระมิดขนาดใหญ่......ทิ้งร้างกลางป่าที่ห่างไกล

หินนั้นไม่มีวันผุพัง แต่สิ่งก่อสร้างที่ถูกก่อ ถูกกองขึ้นจากความปรารถนาที่จะแสดงอำนาจไร้ขอบเขต ความทะยาน อยากเทียบชั้นแห่งสวรรค์อันสูงสุด เป็นวัสดุประสานแผ่นหินที่ไร้ซึ่งรูปธรรม ไม่คงทนถาวร สัญลักษณ์ที่มาดหมายว่าเป็นความยิ่งใหญ่แห่งตัวตน ที่สุดกลายเป็นกองหินที่มิรู้ร้อน...มิรู้หนาว

ความสูงส่งที่ไร้แก่น ไร้ฐานอันมิพึงประมาณว่าสองเท้าตนนั้น อย่างไรก็ยังเหยียบย่ำอยู่บนพื้นดิน สถิตย์อยู่นับพันปี นานเหมือนชั่วกัลป์..แต่ที่สุดแล้วก็ล้มทลายลงสิ้น ซากที่เหลือเพียงประจานความพ่ายแพ้

ปราสาทดิน

"จอมปลวก" กองดินหนาทึบรูปร่างต่างๆ ที่อยู่ในบริเวณเดียวกันกับซากปราสาท ทำให้ฉันสงสัยว่า ชีวิตในกองดินของมันเป็นอย่างไร...ในสมองเล็กๆ ของมันคิดอะไร...มันรู้หรือไม่ว่ามันทำอะไรอยู่...มันรู้คุณค่าแห่งตัวของมันแค่ไหน...
แต่ที่แน่ๆ มันรู้ "หน้าที่" ของมัน และมันเกิดมาเพื่อทำเพียง "หน้าที่" ของมันเท่านั้น...ไม่มาก...และ...ไม่น้อย ไปกว่านั้นเลย

ในรังปลวกมี 3 วรรณะคือ ปลวกงาน ทำงานทุกอย่างภายในรัง ถัดมาคือ ปลวกทหาร ทำหน้าที่ดูแลป้องกันรังของมันและของปลวกทุกตัว ปลวกในวรรณะที่สามคือ ปลวกสืบพันธุ์

ปลวกงานสร้างจอมปลวกโดยช่วยกันกัดดินและขนดินมาทีละก้อน ใช้น้ำลายเป็นตัวเชื่อมติด พวกมันค่อยๆ สร้างผนังจอมปลวกแน่นหนาขึ้นทีละน้อยอย่างอดทน โดยมีปลวกทหารคอยทำหน้าที่อารักขาความปลอดภัยให้

ปลวกมีบทบาทสำคัญในการช่วยย่อยสลายไม้ เศษไม้ และวัตถุอื่น ๆ เพื่อนำแร่ธาตุหมุนเวียนกลับสู่ระบบนิเวศ และเมื่อแปลงร่างเป็นแมลงเม่า ก็ยังเป็นอาหารทรงคุณค่าทั้งต่อนกและสัตว์ต่าง ๆ
จนวันนี้ ความพยายามของมนุษย์ในอันที่จะเลียนแบบสภาพดินและอุณหภูมิในจอมปลวก เพื่อเพาะเลี้ยงเห็ดโคนอันแสนอร่อย ก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จนัก เห็ดโคนที่ขึ้นเฉพาะในจอมปลวก จึงยังคงมีราคาแพงอยู่

ไกด์ชาวเขมรบอกว่า สิ่งที่กษัตริย์ขอมโบราณสร้างไว้ เปรียบเหมือนการลงทุนระยะยาว ให้ชาวเขมรทุกวันนี้ได้ตักตวงใช้กินใช้อยู่ เงินตราเข้าประเทศของเขมรส่วนใหญ่ได้มาจากธุรกิจการท่องเที่ยว และสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้นก็คือ ปราสาทหิน รอยอันรุ่งเรืองแห่งอารยะธรรมขอมโบราณเหล่านี้นั่นเอง

คำถามคือ หากไม่มีหลักฐานประจักษ์สายตา กับเครื่องหมายบอกตำแหน่งกับระเบิดที่ตรวจพบแล้ว กับระเบิดที่ยังคงฝังอยู่มากมายนับล้านจุดทั่วประเทศ รอการสำรวจที่ค่อยๆ ดำเนินการไปเรื่อยๆ โดยสององค์กร NGO คือ Halo Trust และ Cmac

เครื่องหมายแห่งสงครามแย่งชิงอำนาจ ที่ยังคงเป็นเหมือนวิญญาณลึกลับล่องลอย รอจังหวะทำร้ายผู้คนที่เผลอไผลพลาดพลั้ง มิพักพูดถึงเด็กๆ ทุพพลภาพ แขนขาด ขาด้วนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศกัมพูชา

ที่ประเทศนิวซีแลนด์ มีสัตว์ชนิดหนึ่งชื่อว่า ตัวพอซซั่ม มันถูกรถทับตายเป็นจำนวนมากเพราะชอบวิ่งตัดหน้ารถ เหตุการณ์นี้มีมากจนกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง มีเสื้อยืดที่ระลึกพิมพ์รูปตัว พอซซั่มแบนแต๊ดแต๋บนรอยดอกยางล้อรถยนต์ น่าขำ
ที่กัมพูชา นอกจากเสื้อยืดภาพปราสาทหินที่มีชื่อเสียงต่างๆ หลายแห่งแล้ว ยังมีเสื้อยืดพิมพ์รูปหัวกระโหลกไขว้สีแดง สัญลักษณ์ตำแหน่งกับระเบิด ขายให้นักท่องเที่ยวด้วย

.....I started a joke which started the whole world crying.....

ฉันนึกถึงเพลงของ The Bee Gee เพลงนี้ขึ้นมา ขำแต่หัวเราะไม่ออก...ซ้ำอยากจะร้องไห้

อนาคตของคนรุ่นต่อไปอยู่ในมือของคนรุ่นปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในมือของคนรุ่นก่อนมาก่อน ฉันว่า ทุกหนทุกแห่งในโลกก็เป็นอย่างนี้ ปรารถนาอันมิรู้พอเพียงเป็นเหมือนเชื้อฟืนไฟสุมให้กิเลสในใจคนเราปะทุ สุดท้ายพาพังพ่าย ตกต่ำ อำนาจเสื่อมสลาย เป็นวัฏจักรเวียนวนไม่รู้จบ

ซากแสดงความปราชัยต่อความฝักใฝ่ในอำนาจ สักกี่กองทนโท่ตำตา หาได้ก่อเป็นบทเรียนแก่ใครไม่ เมื่อพวกเขาเพียงมองว่าเป็นสมบัติที่นำเงินตราเข้าประเทศ ฉันได้แต่หวังว่า เงินทองเหล่านั้นจะเหลือจากความละโมภรูปเดิมๆ ของผู้ปกครองรุ่นใหม่ สู่ปากท้องคนอดอยาก....พอสมควร.....

ดอกไม้ต่ำต้อยเรี่ยดินอยู่ ณ บริเวณฐานปิรามิดเกาะแกร์

การเริ่มต้น....ไปสู่....การสิ้นสุด

ความแข็งแกร่งของหินผาอาจไม่ใช่ความเข้มแข็ง

และความบอบบางของดอกไม้คงไม่ได้หมายความว่ามันอ่อนแอ

TTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTTT

 

March 01

The moment in time

ชั่วขณะที่โลกเหมือนจะหยุดหมุน

CoffeeHill1 

ในซอยอุดมสุขมีปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งเปิดบริการล้างรถด้วยเครื่องล้างอัตโตมัติเป็นแห่งแรกก่อนที่จะมีกันค่อนข้างแพร่หลายในระยะต่อมา และลดความนิยมลงไปมานิยมใช้คนล้างแทน วันนี้ปั๊มแห่งนี้ปิดบริการไปแล้ว

CoffeeHill2 

แม่บ้านของฉันผู้ซึ่งทำงานอยู่ด้วยกันมานานแสนนานจู่ๆ วันหนึ่งเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาก็ลุกขึ้นไปแต่งงานกับฝรั่งซะเฉยๆ แต่ก่อนนั้นเธอจะเป็นผู้ดูแลความสอาดให้กับรถเล็กๆ ของฉันตลอดมาอย่างไม่มีบกพร่อง หลังจากนั้นเมื่อฉันย้ายจากบ้านที่มีที่จอดรถในบ้านมาอยู่คอนโดซึ่งต้องจอดรถในอาคารรวม รถฉันก็ไม่ค่อยจะได้โดนน้ำล้างเลยนอกจากน้ำฝน ที่คอนโดมีบริเวณหนึ่งที่จัดให้สำหรับเป็นที่ล้างรถเหมือนกัน เวลาจะล้างก็ไปติดต่อซื้อคูปองราคา 60 บาท แล้วก็มาล้างเองตรงที่ๆจัดไว้ให้เท่านั้น หลายๆ คน บ่นว่าเพิ่มอีก 40 บาท ไปให้ปั๊มใกล้ๆ นี้ล้างพร้อมดูดฝุ่นเลยจะดีกว่า ไม่เหนื่อยด้วย

 CoffeeHill6

  ถ้ามีโอกาสและเวลาฉันไม่รังเกียจการล้างรถด้วยเอง อย่างน้อยก็เป็นโอกาสที่จะได้เห็นสภาพรถโดยทั่วๆ ไปบ้าง เพราะฉันไม่ค่อยใส่ใจมันมากนัก รอยอะไรได้มาจากไหนเมื่อไร ฉันไม่ค่อยได้รู้เรื่องกะเค้าหรอก อีกอย่างล้างรถทีฉันก็จะเปียกปอนไปทั้งตัว เย็นสบายดีออก แต่ที่คอนโดอย่างนี้คงไม่เหมาะนักที่จะขึ้นลงลิฟท์ในชุดกางเกงขาสั้นที่เปียกๆ

CoffeeHill4 

ปั๊มในซอยอุดมสุขที่ว่านั้น ในห้องขายของมีตู้กาแฟ ชนิดปั่นเมล็ดกาแฟใหม่ๆ ทุกแก้วที่กดสั่ง แม้ว่าเค้าจะตั้งไว้อ่อนไปสักหน่อยเพราะขายราคาถูก แต่กาแฟที่ชงจากเมล็ดกาแฟที่ปั่นใหม่ๆ จะหอมเป็นพิเศษ

 CoffeeHill5

ฉันชอบไปล้างรถในช่วงบ่ายๆ หลังจากกดกาแฟไว้แล้วก็ถือเข้าไปในรถ ขับเข้าไปในอุโมงค์ ฟองโฟมไหลรินผ่านหน้าต่าง ฉันเปิดเพลงที่ชอบฟังพลาง ดื่มกาแฟ ภายนอกมองเข้ามาไม่เห็น ชั่ว2-3 นาทีนั้น ฉันรู้สึกเหมือนอยู่ในโลกที่เป็นของฉันคนเดียวเท่านั้น ทุกอย่างมิดชิด เคลื่อนไหวช้า แต่สนิทนิ่ง ดื่มด่ำกับความสุขในชั่วขณะที่เหมือนโลกจะหยุดหมุนเพื่อฉัน ความคิด ความรู้สึก ทุกอย่างทั้งหลายทั้งปวง เกิดขึ้นและเร้นซ่อนอยู่ในห้วงเวลาเล็กๆ นั้น

 

CoffeeHill3

คนเราควรจะมีเครื่องกำเนิดความสุขไว้ในตัวสักอันนะ ถ้าคนเราสามารถสร้างความสุขได้ด้วยตัวเอง จากตัวเอง เราคงลดการคาดหวังจากคนอื่นไปได้มาก ลดความผิดหวังไปได้เยอะ และ เราอาจเจือจานความสุขไปให้คนอื่นๆ ได้ด้วย

 

NdCf 

คอฟฟีฮิล ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่บนที่ๆ สวยที่สุดในโลก

เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์

18 กพ.51

February 25

ฝันไม่ต้องเป็นจริง

พวง$ราม3

ฉันว่าฉันเป็นคนจริงจัง แต่มีบางคนว่าฉันขี้เล่น

ฉันว่าฉันเป็นคนมีอารมณ์ขันหัวเราะได้ทั้งวัน แต่มีบางคนว่าฉันขี้แย

 

Poot

บางทีฉันก็ขี้โมโหแต่บ่อยครั้งที่ฉันใจอ่อนจนเสียเรื่องเสียราว

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ฉันช่างจินตนาการเสียจนกลายเป็นเรื่องน่าขัน

 

บัวดิน05

  ปกติฉันไม่ค่อยได้มีโอกาสใช้บริการแท็กซี่เท่าไรนัก

วันนั้นฉันจะต้องเดินทางไปต่างจังหวัดแต่เช้ามืดเลยต้องขึ้นแท็กซี่ไป

ฉันไม่ค่อยกล้าพูดคุยกับคนขับแท็กซี่

บางทีฉันก็โดนคนขับชวนคุยในเรื่องที่ไม่อยากคุย

แต่ก็ไม่อยากให้เค้าคิดว่าฉันถือตัว

เช้าๆ อย่างนี้ฉันออกจะง่วงนอนนะ วันนี้จึงเป็นวันที่ฉันเลือกที่จะนั่งเงียบๆ 

2003_0121_112155AA

 แล้วสายตาก็มองเห็นพวงมาลัยที่แขวนอยู่หน้ากระจกส่องหลัง

มันไม่เหมือนพวงมาลัยทั่วไปที่เราเคยเห็นกัน

มันมีดอกอะไรต่างๆ ที่ฉันมองเห็นไม่ชัดเจนนักหลายอย่างผสมกัน

มันเหมือนเป็นพวงมาลัยที่ร้อยกันเอง

ไม่ใช่พวงมาลัยที่ร้อยขายกันข้างถนนแน่นอน

 

บานชื่น01

บ้านพี่เค้าคงมีสวนเล็กๆ อยู่นะ คงอยู่นอกเมืองแหละ

ก็ถ้ามีบ้านที่มีสวนดอกไม้อยู่ในเมืองไม่เห็นจะต้องมาขับรถแท็กซี่

ในสวนคงมีต้นไม้อะไรต่ออะไรขึ้นรกๆ อยู่

แล้วใครน้อ...ร้อยพวงมาลัยมาให้พี่เค้า

มาแขวนไว้ให้ชื่นใจ...ให้เป็นกำลังใจกับวันที่จะเหนื่อย...จะร้อน...

แม่เนื้อเย็นของพี่เค้า หรือว่า ลูกสาววัยรุ่น?

พวงมาลัยนี้คงร้อยดอกไม้ที่ไม่ซ้ำกันสักวันนะ

แล้วแต่ว่าวันไหนมีดอกอะไรบาน

วันไหนดอกอะไรจะส่งกลิ่นหอมจนต้องออกไปเก็บมา...

PICT4077

ฉันนั่งเพลินอยู่กับความคิดของตัวเองไปเรื่อย

คนขับแท็กซี่คนนี้ไม่มีทีท่าว่าจะชวนผู้โดยสารคุยเลย

จวนจะถึงจุดหมายปลายทางแล้ว.....

แหม....ไม่ได้นะ ฝันฉันยังไม่จบเลยนี่นา.....

พลับพลึง03

"พวงมาลัยนี่เอามาจากไหนเหรอจ๊ะ"

พี่คนขับมองหน้าฉันผ่านกระจก แล้วทำหน้างงๆ "ไหนครับ"

"ก็พวงมาลัยที่แขวนอยู่นี่น่ะ ได้มาจากไหน"

"อ๋อ.....ไม่รู้....มันติดมากับรถ....เพิ่งเปลี่ยนกะน่ะ"

********************************************

ซะงั้น นะพี่นะ

เสียงดัง "เพล้ง" อยู่ข้างในร่างกาย ไม่รู้เหมือนกันว่ามันดังมาจากส่วนไหน

PICT4075

น่า....กลิ่นหอมอ่อนๆ (ที่ไม่รู้มีอยู่จริงหรือเปล่า) ยังติดจมูกฉันมาจนวันนี้

 

February 05

Happy Roses Day

 

French Perfume-V

 
โตโยต้าโคโรน่าสีเทาดำคันที่คุ้นชินในสายตา.....จอดเทียบริมประตูรั้วบ้าน........................
ดอกกุหลาบสีแดงเข้มเกือบดำช่อนั้นมีก้านที่ยาวมากจนฉันมองมันเห็นก่อนหนุ่มร่างใหญ่ผู้ถือมา
จะก้าวลงจากรถ.....ฉันกรี๊ดกระโดดเข้าไปหา....เอ่อ...เข้าไปคว้า..................................
 
"ชื่นใจจัง ที่เห็นคุณดีใจ" คุณยิ้มทั้งใบหน้าและน้ำเสียง
............................ฉันกอดคุณเต็มอ้อมแขนสนิทนิ่ง
อย่างจะถ่ายทอดความรู้สึกซาบซึ้งทั้งหัวใจให้คุณได้รับรู้
...มีกุหลาบสามดอก...."ฉันไม่ใช่คนช่างถือโชค ถือลาง
...................กี่ดอกก็ใช่เป็นสาระสำคัญ แค่คุณ "ให้"
"ที่สุดที่เราทำได้ให้กันและกัน ที่สุดแล้วเท่าไรเท่านั้น"
...............................................เราบอกกันเสมอ
 
บางทีมันคงมีอะไรผิดตั้งแต่วันนั้นล่ะนะ
 
"ฉันจะแบ่งให้ยัยหนูดอกหนึ่งนะ"

"มันเป็นของคุณ คุณจะให้ใครก็แล้วแต่สิจ๊ะ"

แล้วกุหลาบ 3 ดอกก็ไปกินข้าวฉลองวันแห่งความรักด้วยกัน
 
ยัยหนูเป็นเพื่อนรุ่นน้องของฉัน เธอกรี๊ดอย่างที่ฉันรู้ว่าเธอจะกรี๊ด
"หนูอยากได้....หนูไม่มีใครที่จะให้หนูในวันแห่งความรัก"
ฉันรู้ว่าฉันทำให้ยัยหนูมีความสุข เหมือนกับที่คุณทำให้ฉัน

กุหลาบ 3  ดอก โชคลางใดๆ ก็ไร้อิทธิพล
เมื่อความรักจากหัวใจดวงหนึ่ง แบ่งปันสู่หัวใจดวงแล้งอีกดวงหนึ่ง
...............................................................................

............................วันวารผ่านคล้อย.....
...................วันหนึ่งดอกไม้ช่อมหึมา......
........ถูกส่งมาจากร้านขายดอกไม้ชื่อดัง.....
ที่คุณบอกว่าใช้บริการสั่งให้เจ้านายเป็นประจำ
"สำหรับน้ำตาทุกหยดของคุณที่ผมเป็นเหตุ"
 
......ใครบอกคุณว่า ช่อดอกไม้ราคาสามพันบาทเช็ดน้ำตาได้?
บูเก้สารพัดดอกไม้ชื่อภาษาต่างชาติช่อหรูนั้นเฉาเพียงวันถัดมา
................................พลอยพาให้หัวใจหมางเมินไปด้วย
....................มันใช้การอะไรไม่ได้และถูกโยนทิ้งลงถังขยะ
 
"Happy New Year"

"I love you more than yesterday, Happy Valentine Day"

"Happy Birthday"

"สำหรับผู้หญิงที่วิเศษที่สุดในชีวิต"

"สำหรับซับความรู้สึกเมื่อ 16:40 ขอโทษนะครับ"

"สำหรับความรัก+คิดถึงที่คุณมีให้"

"สะดุดบ้าง ราบรื่นบ้าง หวานบ้าง เครียดบ้าง ก็เพราะรักมาก"

"สำหรับคุณผู้พิสูจน์ได้แล้วว่ามีความรักที่ยิ่งใหญ่ มั่นคง แน่วแน่ ยึดมั่น
ได้หัวใจคุณแล้วจะไปสนใจอะไรอีก(คิดได้)
ไม่มีคุณ(จริงๆ)ไม่ได้หรอก"
 
ดอกไม้ทุกช่อทุกดอกทั้งหมด...ป่านนี้ฝากร่างคืนสู่ดินไปหมดสิ้นแล้ว
เหลือแต่กระดาษใบน้อยที่แนบมากับดอกไม้ทุกโอกาส ที่ฉันยังเก็บไว้อยู่
ความรัก ความรู้สึกล่ะ...ยังอยู่ในนั้น ....หรือมันก็เป็นเช่นซากกระดาษ?
รอวันคืนสู่ดิน......เช่นคุณ....เช่นฉัน......เช่นความรักและสรรพสิ่ง
อันเกิดขึ้น...ตั้งอยู่...และดับไป...ล้วนเป็นเช่นนั้น
 
ฉันมักจะเก็บดอกกุหลาบแดงที่ได้มา
ด้วยการแขวนห้อยให้มันแห้ง
แล้วฉันจะเก็บดอกกุหลาบแห้งสีดำ
ไว้อีกนานจนกลีบกรอบร่วงหล่นไปเอง
 
เมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของความรู้สึก
...ไม่ได้ อีกต่อไปแล้ว มันก็เป็นเพียงสิ่งของสิ่งหนึ่ง
ขอให้ค่าของดอกไม้อยู่กับตัวของมันเองเถอะนะ
 
....ดอกไม้ของฉันอยู่ในทุกหนทุกแห่ง
หัวใจของฉันฝากไว้ในดอกไม้ทุกดอก
อย่าใช้ดอกไม้ของฉันพร่ำเพื่อนักเลย
....................มันมีหัวใจของมันเอง
..........และ....มีหัวใจของฉันอยู่ด้วย
 
ด่..........ทุกความรัก....นอกอาณาเขตหัวใจ

 

It s LoVe

 

มอบความงามแห่งกุหลาบภูพิงค์ ผ่านผลงานเมื่อยามวางปืนแล้วจับกล้อง ของ "j.PiCh มิตรรัก-นักรบ" ให้เพื่อนทุกคน ด้วยความขอบคุณ

January 09

วันหัวใจสีหมอง

 
 
มะรืนนี้แล้วสินะ วันศุกร์ที่ 11
หลังจากที่เตรียมใจ เตรียมการ มานานเนิ่นในการหาทุนเพื่อนำไปช่วยให้เด็กๆ ในอำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วยการจัดหาจักรยานให้เด็กๆ ได้มีความสะดวกที่จะไปโรงเรียน จะเกิดอะไรขึ้นกับอนาคตของพวกเขาเราไม่รู้ แต่หวังว่าสักเสี้ยวเศษแห่งความสุขที่หากพวกเขาจะได้รับในภายภาคหน้าของชีวิต จะเป็นผลจากสิ่งที่พวกเรา
กลุ่มพู่กันสัญจร ที่แม้ไม่ได้มีชีวิตที่สุขสบาย ร่ำรวยเหลือใช้ มิหนำซ้ำหลายครั้ง ที่หลายคนนอนก่ายหน้าผากค่ำคืนที่วันรุ่งขึ้นรายจ่ายจะแซงรายได้
ศิลปินประเทศไทยนะคุณ ประเทศที่ศิลปะคือสิ่งฟุ่มเฟือย ไร้สาระ พลอยพาไร้ราคาไปด้วย ศิลปินที่รุ่มรวยเป็นที่เชิดหน้าชูตา มีลายเซ็นเป็นอุปกรณ์รับรองความมีรสนิยมของชนชั้นสูงในสังคม มีนับหัวได้ไม่เกิน 10 คน
ทำไมไปบุรีรัมย์? ฉันได้รับทั้งคำถาม และคำท้วงหลายครั้งกับ จ.บุรีรัมย์  จังหวัดที่มีชื่อเสียในเรื่องของนักการเมือง นั่นสิ 3 ใน 7 ทริปวันเด็กของเรามาลงเอยที่นี่......?
คำตอบของฉันมักจะเป็นว่า ในเมื่อผู้นำไม่ดี เด็กๆ ก็ยิ่งน่าสงสาร
3 ครั้ง ที่เราต้องกลั้นใจกับความรู้สึกบางอย่างที่เกิดระหว่างการประสานกับเจ้าบ้านที่เป็นเป้าหมายในการนำความช่วยเหลือไปสู่เด็กๆ ของพวกเขา
ฉันเริ่มตั้งคำถามว่า หากน้ำหยดน้อยจะเหือดหายไปอย่างไร้ความหมายบนผืนดินแห้งระแหงของจังหวัดบุรีรัมย์ แต่หากน้ำหยดน้อยนั้นมาจากใจของพวกเรา มันจะซึมซ่านให้ความชุ่มชื่น ใจถึงใจได้หรือไม่ เด็กน้อยจะเติบโตในรอยเอกลักษณ์ที่ผู้ใหญ่วางรูปไว้หรือเปล่า
มะรืนนี้แล้วสินะ .....
.......................
ฉันมารอกำลังใจสักนิดที่...เผื่อ...และเพื่อ...เด็กๆ วันมะรืน ผ่านหัวใจสีหมองเวลานี้
December 28

สวัสดีปีใหม่ 2551/Happy New Year 2008

Window

I sit at my window this morning where the world like a passer-by stops for a moment, nods to me and goes.

Rabindranath Tagore

 

Dowruang 

อยู่บ้านหลังใหญ่ ขี่รถเบนซ์ กินข้าวโรงแรมโอเรียนเต็ล ชีวิตที่คล้ายอยู่บนสววรค์ ที่มีดวงดาวอยู่เบื้องล่าง แต่....ฉันเลือกที่จะอยู่บนดิน แล้วฉันก็ได้แตะกลีบบางของเธอใต้แสงตะวันรอน "ดาวกระจาย"

Chongko

 มองเธอ "ชงโค" ริมทางเมื่อเธออยู่สูง เหมือนเธอสวยแม้ไม่อาจเห็นผิวสด ริ้วบาง  ฉันก็ยังรักเธอจับใจ เมื่อได้เห็นเธอเต็มตา ฉันยิ่งรักเธอเต็มใจ บางครั้งเมื่อเราต้อง การอะไรบางอย่างแล้วสมปรารถนา เมื่อนั้นเราอาจเหมือนได้มา แต่เมื่อเราเริ่มขบคิดว่าเหตุใดเราจึงมีความต้องการ เมื่อนั้นแหละเราจึงได้มาจริงๆ

PaperRose

"เฟื่องฟ้า" ทำไมจึงมีค่าเพียงดอกกระดาษ? กระดาษสีสวยเหมือนดอกไม้มีหรือเปล่า อารมณ์และความรู้สึก สายตาและความคิด ชีวิตและจักรวาล ความเป็นฉันกับ ความเป็นเธอและ....ความเป็นเรา

Chaba

 เป้าหมายของชีวิต คือบางสิ่งบางอย่างที่เราทุกคนจะต้องดั้นด้นไปให้ถึง ตะเกียกตะกายแหวกฟ้าคว้าดาว น่าเศร้า...ที่บางคนอาจมองผ่าน "ชบา" แม่สาวชาวบ้านที่งาม เงียบ เรียบ ง่าย มันจะดีกว่าไหม ถ้าเป็นหมายของชีวิตจะเป็นเพียงอะไรที่เรา "แค่ไป" อย่างไรก็ไปถึง

shadow2 

ทุกๆ สิ่งที่จับต้องได้ มีสมบัติประจำกายที่จับต้องไม่ได้ นั่นคือเงา จะมีชีวิต หรือไร้ลมหายใจ มันก็มีเงา คนสวย คนเก่ง คนเลว คนดื้อ คนติดเอดส์ คนดี คนบ้า คนชื่อฉัน คนชื่อเธอ คนขาวหรือดอกไม้สีแดง เรามีเงาเหมือนกัน และเงาของเราสีดำเหมือนกัน....นะเธอ

  ฉันเป็นเพียงดอกไม้เท่านั้น!!!!!!!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

December 11

อภินิหารเข็มทิศทองคำ

อภินิหารเข็มทิศทองคำ
 
ในหนังเรื่องนี้พูดถึงโลกที่คนเราทุกคนเกิดมาต้องมีภูติประจำตัว เป็นเหมือนตัวแทนของคนๆ นั้น เป็นจิตวิญญาณของคนๆ นั้น หนาวร้อน ทุกข์สุขไปด้วยกัน ถ้าภูติถูกทำร้ายเจ้าตัวก็จะเจ็บปวดไปด้วย
เค้าให้สัตว์ต่างๆ ที่เรารู้จักกันดีเป็นตัวแทนภูติ ภูติของเด็กๆ ก็ยังตัวเล็กๆ เป็นพวกแรคคูนมั่ง แมวมั่ง ภูติของผู้ใหญ่ก็ตัวใหญ่ เสือ สิงห์ ลิงค่าง ไปตามเรื่อง สังเกตดูแล้วการเลือกสัตว์อะไรมาเป็นภูติของคนนั้นเหมือนจะมีการเจาะจงอยู่เหมือนกัน เหมือนเลือกมาแทนบุคลิกนิสัยใจคอของคนๆ นั้น

ลองคิดดูในบางครั้งที่คนเราคุยกับตัวเอง ถามตัวเอง หารือกับตัวเองในการตัดสินใจอะไรบางอย่าง และบ่อยครั้งก็ไม่เชื่อในการตัดสินใจของตัวเอง ไปจนกระทั่งถึงการโทษตัวเองเมื่อตัดสินใจผิดพลาดไป นี่เปรียบเหมือนเรื่องราวระหว่างเรากับภูติประจำตัวของเราหรือเปล่านะ บางทีภูติของเราก็ฉลาดกว่าเรา แต่เราไม่ฟังเสียงมันเลย บางทีภูติของเราก็รู้สึกขลาดกลัวไม่กล้าสู้กับปัญหา คอยดึงรั้งให้เราถอยหนีอยู่เรื่อย

ในหนังพูดถึงว่าภูติของเด็กๆ นั้นต้องรอเวลาที่จะเซ็ทตัวเอง เปรียบไปคงเหมือนการที่ชีวิตในช่วงต้นของทุกคนขณะที่ยังอยู่ในระหว่างการค้นหาตัวเอง จนกว่าจะมั่นใจในความต้องการของตัวเอง รู้แน่ชัดถึงทิศทางไปสู่เป้าหมายของชีวิต เมื่อนั้นก็หมายความว่าภูติของเราเซ็ทตัวแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนอีกต่อไป หรือ ถ้าเปลี่ยนก็คงจะยาก ดังนั้น จึงมีผู้ปกครองโลกที่มีความคิดที่จะทดลองว่า หากตัดภูติประจำตัวของคนออกไปจากตัวเสียได้ตั้งแต่ช่วงต้นของชีวิตก็เปรียบเสมือนชีวิตของคนๆ นั้นไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้ กลายเป็นพลเมืองโลกที่จะถูกควบคุมให้อยู่ในโอวาทได้ง่ายขึ้น ประมาณว่าเป็นลัทธิเผด็จการนั่นแหละ

เลยมีการลักพาตัวเด็กๆ มาเข้าโครงการทดลองนี้ เด็กที่ถูกตัดภูติออกไปแล้ว จะดูเลื่อนลอย งงงวย สับสน ใครเป็นอย่างนี้ลองมองหาดูหน่อยนะว่า จิตวิญญาณของเราหายไปไหนหรือเปล่า
 
เข็มทิศทองคำล่ะ มีบทบาทอะไร ดูจบแล้วไม่ค่อยได้ข้อคิดจากเข็มทิศทองคำสักเท่าไร รู้สึกว่ามันเป็นเพียงเครื่องมือของทางฝ่ายธรรมที่ใช้ช่วยบอกว่าความจริง ในอดีต ปัจจุบัน อนาคต ว่าใครเป็นอย่างไร คิดร้ายหรือมาดี........
ถ้าเรารู้ว่าใครดี ใครชั่ว ก็คงจะไม่มีการจับตัวผู้บริสุทธิ์มาลงโทษ หรือมีการฆ่าตัดตอนเกิดขึ้น เอ๊ะ มาลงตรงนี้ได้ไงเนี่ย

ก็ไม่รู้นะใครดูหนังเรื่องนี้ในมุมไหน เราดูของเราได้เรื่องตามประสาเราว่าอย่างนี้ ว่าแต่ว่า แม่มดเซราฟินา อ่ะสวยคม นิสัยดี เราชอบ เห็นว่าเธอเล่นหนังเรื่องเจมส์ บอนด์ตอนล่าสุดที่เราไม่ได้ดู เรื่องนี้คุณบอนด์คนใหม่ก็เล่นด้วยแป๊บๆ ภาคต่อไปคงมีบทบาทมากขึ้น
นิโคล คิดแมน นั้นเก๋าเจ๋งอยู่แล้ว สวยเก่ง เลยดูดุๆ คนสวยถ้าไม่ดุสักนิด แบบว่าสวยนิ่มหน่อมแน้ม ก็จะถูกมองว่าสวยโง่ แต่ผู้หญิงนั้นจะสวยเก่งยังไง ความอ่อนไหวที่แอบซ่อนอยู่ภายใน เมื่อไรที่เผลอแสดงออกมา ก็บอกถึงความหมายของความเป็นผู้หญิงแท้ๆ นั่นเอง นิโคล คิดแมนแสดงเผลอได้เนียนดี
October 31

วันนั้นกับวันนี้ สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน

 

๒๙ ตค.๕๐

ปีนั้น.......ผู้คน หวั่นเกรงกันในเรื่องของผลร้ายที่อาจเกิดขึ้นถ้าหากระบบคอมพิวเตอร์หลักของโลกไม่ยอมรับรู้การเปลี่ยนศตวรรษ วายทูเค ค.ศ.2000

พ.ศ.2543 คืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นั้นเราไปกินอาหารเย็นกัน คุณกังวลกับงานที่จะต้องเข้าเวรในเวลาเที่ยงคืน  เรากินข้าวเสร็จเวลาประมาณสี่ทุ่ม แล้วขับรถออกมาจนถึงบริเวณสี่แยกราชประสงค์ รถติดมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ห้าทุ่มแล้วรถเพิ่งจะเคลื่อนที่ไปได้ไม่ถึง ๒ เมตร  บริเวณเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์มีงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่อย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี  คุณเริ่มเครียด ฉันพยายามกล้ำกลืนความน้อยใจ คุณเป็นอย่างนี้ทุกปี เราไม่เคยได้ฉลองปีใหม่ด้วยกัน ฉันไม่เคยนึกอยากจะไปสนุกสนานกับใครที่ไหน นอกจากไปกับคุณ เราไม่เคยได้ไปที่ไหนบ่อยนักเช่นกัน เพราะงานของคุณบวกกับความรับผิดชอบที่ฉันรู้สึกว่ามันน่าจะเกินความจำเป็นไปสักหน่อย แต่ฉันก็เข้าใจและพยายามอดทน

ผู้คนทะลักทลายมาจากไหนไม่รู้ รถเคลื่อนที่ไม่ได้อีกเลย คุณหงุดหงิดอย่างออกนอกหน้า ฉันคงไม่เสียใจถ้าคุณจะแยกแยะให้ฉันรู้สึกได้ชัดเจนว่าคุณหงุดหงิดกับสภาพการณ์ตรงหน้า ไม่ใช่ฉันที่ทำหน้าที่ขับรถอยู่ ความตึงเครียดแผ่ซ่านไปทั่วรถเล็กๆ ของฉัน เพียงข้ามคลองแสนแสบไปฝั่งประตูน้ำ คุณก็จะเข้าเขตพื้นที่ความรับผิดชอบของคุณแล้ว เราไม่ได้มีปากเสียงกันเพราะฉันจะเกรงใจคุณมากมายเสมอมา

แล้วจู่ๆ คุณก็เดินลงจากรถไป...........

 

ฉันนั่งอยู่ในรถอย่างหมดหนทางท่ามกลางฝูงคนที่ล้อมรถแน่น รถถูกคนจำนวนมากมหาศาลที่ออกมาฉลองกระแทกจนโยกโยน แล้วนาทีนับถอยหลังก็มาถึง ผู้คนส่งเสียงกึกก้องด้วยความยินดีปรีดา พลุหลากสีถูกจุดขึ้นสู่ท้องฟ้า ประกายแสงสีเจิดจ้า  เสียงโห่ร้องอย่างมีความสุขดังกระหึ่ม ไม่มีใครเห็นว่าผู้หญิงคนหนึ่งนั่งซบพวงมาลัยอยู่ในรถคนเดียว ด้วยหัวใจที่ปวดร้าว น้ำตาไหลรินฉลองปีใหม่อย่างเงียบๆ

 

คืนนั้นฉันกลับถึงที่พักที่อยู่ห่างออกไป ประมาณ ๓ กม.เป็นเวลาตีสอง คุณจึงโทรศัพท์เข้ามาถามไถ่.........

 

บ่ายวันนี้ (29ตค. 2550) ฉันขับรถมุ่งหน้าไปชะอำ  เส้นทางที่แสนจะคุ้นเคย เมื่อปี ๒๕๔๔ ที่ฉันมาใช้ชีวิตอยู่ที่หัวหินคนเดียวถึง ๓ เดือน

๗ ปีแล้วสินะ ฉันคงบอกไม่ได้ว่าเวลาที่ผ่านไปนั้น มันผ่านไปอย่างรวดเร็วหรือเชื่องช้า ฉันรู้เพียงว่า...มันผ่านไปแล้ว จากเมื่อวันที่ผู้หญิงคนนี้พาใจกายที่แหลกสลายมาซุ่ม ใช้เวลาเลียแผล เยียวยาหัวใจ เพราะมันไม่มีเนื้อหาของความรู้สึกที่เป็นกลุ่มก้อนพอจะบอกออกมาเป็นหน่วยได้ว่ามันมากแค่ไหน หรือนานเท่าใดกับความเจ็บปวดที่ฝังลึกอยู่ภายใจ เพียงรู้แน่ชัดว่า หลังจากนั้น ผู้หญิงคนนี้ก็เปลี่ยนไป เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง  จากที่ไม่เคยอยู่คนเดียวจริงๆ แบบนี้ ไม่เคยทำอะไรเพื่อตัวเอง ทุกสิ่งทุกเรื่องราวในชีวิตต้องมีเรา ว่ากันให้ชัดลงไปอีกสักหน่อย คือทุกสิ่งที่ฉันทำ ทำให้คุณ ทำเพื่อคุณ 

บ่ายวันนี้เส้นทางถนนพระราม ๒ ช่วงแรกยังมีแดดจ้า ฉันเปิดซีดีเพลงชุดเพลงรักคนวันจันทร์ ที่ฉันคัดและรวบรวมเพลงเกี่ยวกับพระจันทร์ไว้ถึง ๒๐ เพลง เพลงเพราะจัง.....ฉันขับรถอย่างรู้สึกเป็นสุข บางทีก็แหกปากร้องไปด้วย ก่อนถึงมหาชัยฉันถอดแว่นกันแดดออกเมื่อฟ้ามืดลงเรื่อยๆ แล้วฝนก็ตกลงมา.................

ฉันยังรู้สึกดี  ออกจะขำที่เพิ่งล้างรถมาฝนก็ตกทันที ก็ไม่ได้ล้างมาร่วมเดือน จนมีมือดีมาเขียนไว้ข้างรถว่า "คนล้างไปยุโรป" !!

ถึงช่วงสมุทรสงคราม เห็นป้ายชวนล่องเรือชมหิ่งห้อย เพิ่งรู้ไม่นานว่าหิ่งห้อยจะมีมากในหน้าหนาว ก็นึกเสมอมาว่าหิ่งห้อยมีมากในฤดูฝน เป็นข้อมูลที่ทำให้หนาวปีนี้ฉันตั้งใจที่จะมาดูอีกให้ได้ แม้ว่าจะเคยมาดูแล้วหลายครั้ง ฉันเพลินนึกไปถึงเรือที่ล่องเอื่อยๆ ในความมืดอย่างเงียบๆ จนมาถึงต้นลำพูก็จะเห็นหิ่งห้อยกระพริบแสงพร่างพราย หิ่งห้อยแสงน้อยทำให้ฉันตื่นตาตื่นใจได้มากมายทุกครั้ง

ฉับพลันฉันรู้สึกเต็มตื้นขึ้นมา  ฉันยิ้มกับตัวเอง ทำไม...ณ ปัจจุบันนี้ ดูเหมือนว่าอะไรๆ ก็ทำให้ฉันรู้สึกเป็นสุขได้ง่ายดายไปเสียทั้งนั้น ชักสงสัยขึ้นมาครามครันว่า ฉันมีความสุขมากเกินเหตุไปหรือเปล่า

ฉันเป็นสุขในหมู่ญาติสนิทมิตรสหายเก่าแก่ สนุกสนานรื่นเริงกับมิตรภาพใหม่ ๆ กับคนทั้งโขยง ...กับคนพิเศษสักคนหนึ่ง...สักครู่หนึ่ง... สักครั้งหรือ....สองครั้ง นั่นคือเป็นสุขได้กับทุกสถานการณ์ที่เข้ามา โดยไม่มีความวาดหวังใดๆ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ใครจะจากไป ใครจะเข้ามา หรือแม้ในวันที่ฉันอยู่กับตัวเอง

คุณอยู่ที่ไหนนะ วันนี้คุณหายเจ็บหรือยัง ใครจะทำร้ายใคร ใครเป็นฝ่ายผิด ใครเป็นฝ่ายถูก คุณมุ่งมั่นหาคำตอบมากเกินไปหรือเปล่า มันทำให้คุณสลัดทุกข์ไม่พ้นใจหรือเปล่า

ฉันคิดถึงคุณ .....ฉันอยากแบ่งปันความสุขของฉันให้กับคุณนะ

เมื่อมีใครคนหนึ่งบอกฉันว่า ไม่มีใครทำร้ายเราได้ถ้าเราไม่ยอม .........ฉันก็ไม่เจ็บอีกต่อไปแล้ว

คุณอย่าทำร้ายตัวเองอีกเลยนะ มันจะเจ็บมากเท่าที่คุณยอมให้มันเจ็บ มันจะอยู่กับคุณนานเท่าที่คุณยอมใหัมันอยู่

 

วันนั้นกับวันนี้........มีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ.....

 

...ฉันอยากให้คุณมีความสุข...

 

September 07

This....I promise you.....

 
Get this widget | Track details | eSnips Social DNA
When the visions around you
Bring tears to your eyes
And all that surrounds you
Are secrets and lies

I'll be your strength
I'll give you hope
Keeping your faith when its gone
The one you should call
was standing here all along
 
And I will take you in my arms
And hold you right where you belong
'Til the day my life is through

This I promise you
This I promise you
 
I've loved you forever
In lifetimes before

And I promise you never
Will you hurt anymore

I give you my word
I give you my heart

This is a battle we won
And with this vow
forever has now begun
 
Just close your eyes
Each loving day
And know this feeling wont go away
Till the day my life is through

This I promise you
This I promise you
 
Over and Over I fall
When I hear you call
Without you in my life, baby
I just wouldn't be living at all
 
And I will take you in my arms
And hold you right where you belong
Til the day my life is through

This I promise you
 
Just close your eyes
Each loving day
And know this feeling won't go away
Every word I say is true
This I promise you
Everyword I say is true
This I promise you
Ooh, I promise you
 
เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวเธอ
ล้วนแต่ทำให้เธอต้องเสียน้ำตา
ล้วนมีแต่เรื่องลับและเรื่องลวง
ฉันขอเป็นพลังให้เธอ
เป็นความหวังของเธอ
เก็บเอาศรัทธาที่หล่นหายไปมาให้เธอ
เป็นคนที่จะยืนรอเธออยู่เสมอ
แล้วฉันจะกอดจะประคองเธอ
ไว้ในวงแขนตราบชีวิตจะสิ้น
นี่คือคำสัญญาของฉัน

ฉันรักเธอเสมอมา
ตั้งแต่ชาติก่อนละมั้ง
ฉันสัญญาว่าเธอจะไม่มีวันพบกับความเจ็บปวดอีกต่อไป
ฉันให้สัญญา
ฉันมอบหัวใจของฉันให้เธอ
ศึกรักนี้เราจะชนะ
และคำสาบานชั่วฟ้าดินสลายได้เริ่มต้น ณ บัดนี้

หลับตาลงนะ
ทุกวันแห่งรัก
จงรับรู้ว่าความรู้สึกนี้ไม่มีวันหายไป
ตราบชั่วชีวิตฉัน
ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ฉันพลาด
เมื่อได้ยินเธอร้องเรียก
เมื่อไม่มีเธอ ที่รัก
ฉันไม่สามารถมีชีวิตอยู่
 
ทุกคำพูดของฉันต้องทำให้เธอได้
นีคือคำสัญญา
"This I promise you"
หลังจากความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า
ทำให้ความศรัทธาของชีวิต ศรัทธาในผู้คนเหือดแห้งหายไป
ความเชื่อมั่นในมนุษย์คงเสื่อมไป
ฉันยังยิ้ม ฉันยังหัวเราะ ฉันยังเพลินยังเพลิดกับมิตรภาพของผู้คนรอบตัว
แต่พอถึงนาทีที่ต้องตัดสินใจ นาทีที่ใครต้องการคำตอบ
ฉันก็ได้แต่เถลไถล ไฉเฉเรื่อยไป......
ทำไม.... ทุกความตั้งใจของฉัน ถ้ามันออกมาจากปากของฉัน
ฉันต้องทำให้ และฉันต้องทำได้
ถ้าเพียงแค่รักษาสัญญาทำไม่ได้ คนเราจะรักษาอะไรในชีวิตไว้ได้
แค่รักษาสัญญาไม่ได้ รู้ไหมว่าเราอาจฆ่าใครคนหนึ่งให้ตายทั้งเป็นไปได้เลยทีเดียว
คนเราอาจไม่ต้องรักษาสัญญาก็ได้นะ ถ้าเพียงไม่เผลอพลั้งไปสัญญาอะไรกับใครเข้า
ฉันชอบเพลงนี้ ฉันชอบคำว่า This I promise you
ฉันรู้สึกว่ามันฟังแล้วรู้สึกอบอุ่น รู้สึกเชื่อมั่น
แต่ฉันก็รู้สึกได้กับเพียงเจ้าคำๆ นี้เท่านั้นเอง
ฉันเขียนคำนี้ไว้ในทุกแห่งที่ทำได้ บนหมวกผ้า ตามขากางเกง
คงไม่ใช่บอกตัวเองแต่เหมือนอยากจะบอกไปกับสายลมแล้ง
ที่พัดผ่านมา...บอกว่าเมื่อมันพัดหวนกลับมาอีกครั้ง
ให้มันกลับเป็นลมฝนฉ่ำเย็น พรมให้หัวใจชืดชาดวงนี้หน่อย....นะ
.............please promise me................
 
 
August 17

ผู้หญิง

ที่สำนักงานมีน้องคนหนึ่งทำงานด้วยกันมานานแสนนานแล้ว ตั้งแต่ยังเป็นสาวแรกรุ่นจนบัดนี้เป็นคุณแม่ลูกสอง อยู่ด้วยกันมานานจนเป็นเหมือนญาติสนิทกัน เจ้ามีภูมิคนโต อายุ 5 ขวบเป็นเด็กฉลาด แต่ซื่อและซื่อสัตย์อย่างยิ่ง มีทักษะในการใช้อคอมพ์สูง น้องทีป์ภพ อายุ ขวบกว่าๆ กำลังน่ารัก น่าฟัดเป็นที่สุด อวบอ้วนแถมฉลาดและช่างประจบ คุณพ่อของสองหนุ่มน้อยนี่ทำงานต่างจังหวัด ห้องชั้นบนที่ว่างอยู่จึงเป็นที่อาศัยของครอบครัวน้อยๆ นี้ด้วยความเต็มใจของทุกคน บรรยากาศใน สนง.ที่เปิดเพลงกล่อมเด็ก สำหรับเด็กที่พยายามจะไม่หลับ เพลงนี้ถูกตั้งชื่อว่าเพลงกระชากวิญญาณ ทั้งสนง.เกือบจะพากันหลับหมดยกเว้นเจ้าตัวน้อย เสียงหัวเราะ ปะปนกับกับเสียงหวีดร้องด้วยความหวาดเสียวเวลาเจ้าตัวน้อยที่กำลังหัดเดินสะเงาะสะแงะ หกล้มหกลุก มุดไปมุดมาทั้งวัน
เวลาหนังสือใกล้ปิดเล่ม พวกสาวๆ ต้องสลับกันมาช่วยเลี้ยงหลาน แค่นี้ยังไม่พอ น้องเค้ายังรับเอาลูกของน้องสาวชื่อน้องฟ้า อายุ 10 ขวบ ลูกพี่ลูกน้องกับสองหนุ่มน้อยนี่มาอยู่ด้วยอีกคน แม้ว่าพอจะช่วยดูแลน้องได้ แต่ก็ต้องการการดูแลเหมือนกัน

เมื่อตอนหัวค่ำ ฉันแวะเข้าไปเล่นกับเด็กๆ ขณะที่นั่งพิงฝาห้อง มองคุณแม่ที่พัลวัลทั้งปากทั้งมือ อาบน้ำให้สองหนุ่มน้อย แล้วก็เตรียมอาหาร ป้อนอาหาร เดี๋ยวโวยวาย เดี๋ยวหัวเราะ........เป็นอย่างนี้เช้า-เย็น ไหนจะทำงานไปด้วย กว่าจะหมดวันหนึ่งๆ เป็นอย่างนี้ซ้ำๆ ซากๆ
ถ้าจะไม่ซ้ำบ้างก็คงจะเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้น ความหนักใจต่างๆ ที่โตตามวัยของเด็ก
ฉันคิดออกมาดังๆ.....นี่คงเป็นผู้หญิงเท่านั้นที่ทำอย่างนี้ได้ ผู้หญิง ความเป็นผู้หญิงจริงๆ
จากสภาพที่เห็นไม่ใช่ไม่เหนื่อย การทำอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่มีความสุขตลอดเวลา
การอยู่ในสภาพอย่างนี้ เป็นเวลายาวนานเป็นสิบๆ ปี มันคืออะไร?
คือความรัก
คือความสุข
คือความเหนื่อย
คือความอดทน
คือความระอา
คือความชื่นใจ
คือ.....คืออะไรหรือ?
ผู้หญิงไม่เป็น-ไม่มี....ชีวิตของตัวเองหรือไร? ก็ครอบครัวคือชีวิตทั้งชีวิตของเธอ
ร้ายไปกว่านั้น บ่อยครั้งที่ความรู้สึกทั้งมวลนั้นอยู่บนความไม่มั่นใจอะไรเลยกับอนาคตของครอบครัว
บ่อยครั้งที่อยู่บนความสุขสำราญนอกบ้านของผู้ชายผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว
บ่อยครั้งที่ผลที่ได้รับจากชีวิตที่หัวซุกหัวซุนวันยันค่ำนี้ คือหัวใจที่แหลกสลาย

ฉันได้รับเรื่องข้างล่างนี้มาหลายครั้ง อ่านแล้วก็เก็บไว้ ไม่เคยส่งต่อไปเหมือนเรื่องอื่นๆ
ไม่รู้เพราะละอายใจว่าตัวเองคงไม่ได้เป็นอย่างนี้หรือเปล่า
กระดากถ้าจะคิดว่าตัวเองก็เป็นเหมือนกันนะ
บางมุมก็คิดว่า ส่งต่อไปก็ป่วยการ แถมมีงอนนิดๆ ต่อว่าในใจว่าผู้ชายน่ะเค้าคิดอย่างนี้ที่ไหนกัน
มีผู้ชายคนไหนที่เห็นค่าของผู้หญิงในแบบที่ฉันเป็นหรือไฉน?
ฉันคงลืมว่า... ฉันเป็นผู้หญิงที่เป็นผู้หญิงเต็มๆ ทั้งกายและใจคนหนึ่ง
 
สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “ ผู้หญิง ”

พระเจ้าได้สร้างสิ่งมีชีวิตที่มีค่าให้กับโลกใบนี้มากมาย 
ตอนนี้พระเจ้ากำลังสร้างสิ่งมีชีวิตที่จะถูกเรียกว่า ผู้หญิง เป็นเวลา 6 วันแล้ว
 
เทวดาองค์หนึ่งได้ผ่านมาพบเข้า เลยถามว่า
“ทำไมท่านถึงใช้เวลากับสิ่งนี้นานเหลือเกิน?”
 
พระเจ้าตอบกลับไปว่า:
“ท่านเทวดา! ท่านได้ทราบถึงคุณสมบัติและรูปลักษณะทั้งหมดของเธอ ที่ข้าต้องสร้างขึ้นมาหรือไม่ ? "
“เธอเป็นสิ่งที่ล้างได้ แต่ต้องไม่ทำจากพลาสติก 
เธอต้องมีส่วนประกอบกว่า 200 ชิ้นที่ต้องขยับเขยื้อนได้  ซึ่งทุกชิ้นต้องสามารถเปลี่ยนทดแทนได้
เธอ ต้องสามารถทำอาหารได้ทุกชนิด...
เธอ ต้องสามารถอุ้มเด็กๆ ได้ครั้งละหลายๆ คน....              
เธอ ต้องมีโอบกอดที่สามารถรักษาเยียวยาได้ตั้งแต่ความเจ็บปวด รอยฟกช้ำที่หัวเข่าจนถึงถึงหัวใจที่แตกสลาย...
เธอ ต้องสามารถทำทั้งหมดนี้ได้ด้วยเพียง 2 มือของเธอเท่านั้น”
 
เทวดารู้สึกประทับใจอย่างมาก 
“แค่เพียง 2 มือนั่นรึท่าน....เป็นไปได้ยากนัก!“
"และนี่เป็นแค่เพียงรูปลักษณะพื้นฐานเท่านั้นรึ?!
“ช่างเป็นงานที่มากมายสำหรับ 1 วัน....เรารอให้ท่านสร้างเธอให้เสร็จพรุ่งนี้ก็คงไม่นานเกินไป”
 
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกท่าน”  พระเจ้ากล่าวต่อเทวดา...
“ข้าใกล้จะสร้างสิ่งมีชีวิตนี้เสร็จแล้ว และเธอจะกลายเป็นที่โปรดปรานของหัวใจข้าเลยทีเดียว”.
“เธอสามารถที่รักษาเยียวยาตนเองได้ เมื่อเธอป่วย...และเธอยังสามารถทำงานได้วันละ 18 ชั่วโมงเชียวนะ”
 
เทวดาได้เดินเข้ามาใกล้สิ่งมีชีวิตนี้และสัมผัสเธอ  
“พระเจ้า... แต่ตัวเธอช่างนิ่มเหลือเกิน ”
 
“ใช่! ตัวเธอจะต้องนิ่ม“ พระเจ้ากล่าวกับเทวดา...
“แต่ข้าก็ได้สร้างให้เธอแข็งแรงด้วยนะ ชนิดว่าท่านและใครๆ คาดไม่ถึงทีเดียวว่าเธอจะสามารถอดทนและและฝ่าฟันความยากลำบากเหล่านั้นได้”
 
“เธอจะมีความสามารถในการคิดรึเปล่า?" เทวดาถามต่อ 
 
พระเจ้าตอบกลับว่า:
“ไม่เพียงแต่เธอสามารถคิดไตร่ตรองสิ่งต่างๆ ได้แล้ว  เธอยังสามารถใช้เหตุผลและเจรจาต่อรองได้เป็นอย่างดีด้วยนะท่าน"
 
เทวดาสัมผัสที่แก้มของสิ่งมีชีวิตนี้....
“ท่าน! นี่ดูเหมือนว่าเธอมีรอยรั่วแล้วนะ  ท่านใส่สิ่งต่างๆ ให้เธอมากเกินไปรึเปล่า” 
 
“เธอไม่ได้มีรอยรั่วแต่อย่างใดนะท่าน....น้ำที่แก้มนั้นเรียกว่า น้ำตา” พระเจ้ารีบแก้ข้อกังหาของเทวดา
 
“ทำไมเธอต้องมีน้ำตาด้วยล่ะ?" เทวดาถามกลับ
 
พระเจ้าตอบว่า:
“น้ำตาบนแก้มของเธอนั้น คือวิธีการหนึ่งที่เธอแสดงออกถึงความเศร้า  ความสับสน ความรัก ความเหงา ความเจ็บปวด และความปิติภูมิใจ” 
 
คำชี้แจงนี้ทำให้เทวดามีความประทับอย่างลึกซึ้ง
“พระเจ้า  ท่านช่างอัจฉริยะเหลือเกิน...ท่านได้คิดถึงทุกสิ่งอย่างลึกซึ้งนัก
ผู้หญิงนี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์ !"

ช่างแท้จริงนักท่าน!  นี่แหละคือคำนิยามของ เธอ!
 
ผู้หญิงมีความอดทนที่น่าทึ่งในสายตาของผู้ชาย ...
 
เธอสามารถเผชิญกับปัญหาและรับภาระที่หนักหนาได้...
เธอถือครองความรัก ความสุขและความนึกคิด...
เธอสามารถยิ้มได้ในสถานการณ์ที่น่าหวีดร้อง...
เธอสามารถร้องเพลงได้เมื่อเธอรู้สึกว่าอยากจะร้องไห้...
เธอร้องไห้เมื่อเธอมีความสุขและ...หัวเราะเมื่อเธอหวาดกลัว
เธอจะต่อสู้เพื่อสิ่งที่เธอเชื่อและต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม
เธอจะไม่ยอมรับคำว่า “ไม่” ตราบใดที่เธอเห็นว่ามันมีทางออกที่ดีกว่า...  
เธออุทิศชีวิตของเธอให้กับครอบครัวเพื่อที่จะให้ครอบครัวของเธอเติบโตรุ่งเรือง...
ความรักของเธอเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไขใดๆ
เธอน้ำตาไหลเมื่อเห็นลูกๆ ของเธอได้รับชัยชนะ... 
เธอมีความสุขเมื่อเห็นเพื่อนของเธอทำดี...
เธอรู้สึกปิติเมื่อเธอได้ยินการกำเนิดหรือการแต่งงาน...
 
หัวใจของเธอร้าวรานเมื่อญาติหรือเพื่อนสนิทได้จากไป...
แต่เธอยืนหยัดอย่างเข้มแข็งที่จะดำเนินชีวิตต่อไป...

เธอรู้ดีว่าอ้อมกอดและจุมพิตที่บริสุทธิ์...สามารถเยียวยารักษาหัวใจที่ร้าวรานได้
มีสิ่งเดียวที่เธอผิดพลาดไป...นั่นคือ...

เธอลืมว่า...เธอนั้นมีค่ามากมายเพียงใด
 
 
 
 
July 28

ก่อนจากกันวันสิ้นเดือน

มีเพื่อนๆ ที่เพิ่งเข้าจะมาเยี่ยมเยียนสเปซเรา ประหลาดใจแกมทึ่งว่า ทำไมผลิตเนื้อหาได้เยอะแยะมากมายอย่างนี้ เลยต้องออกตัวนี้ดนึงว่า สเปซนี้เริ่มทำเมื่อเดือนนี้ของปีที่แล้ว ก็คือว่ามีอายุขวบนึงพอดี เป็นเด็กก็คงกำลังหัดพูดน่ารักน่าฟัด แต่มันไม่ใช่เด็กหน่าซี......แทนที่มันจะช่างพูดพอดี มันก็กลายเป็นว่าพูดน้อยลง น้อยลง

อย่างนี่ก็จะหมดเดือนกรกฎาคมอยู่แล้ว ไม่มีอะไรอัพเดทเลยทั้งเรื่องทั้งรูปก็เลย....ซะหน่อย...ทั้งๆ ที่มาถึงบรรทัดนี้ยังไม่รู้จะเขียนอะไรเลย....ไหนๆ แล้วลุ้นๆ กันหน่อยก็แล้วกันนะ

ความจริงไอ้เจ้าการทำสเปซหรือทำบล็อกนี่มันคล้ายๆ กับการเขียนไดอารีหรือบันทึกประจำวันนั่นแหละ ซึ่งตั้งแต่เด็กๆ มาแล้วไม่เคยเขียนได้สำเร็จสักเล่ม ถ้าใครชอบอ่านบล็อกคงรู้ว่า คนอื่นเค้าเขียนกันทุกวันเลยยยย มาคิดดูว่าทำไมเราถึงทำไม่ได้นะ ได้คำตอบให้กับตัวเองว่า ไดอารีมันเขียนเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเองในส่วนที่สัมพันธ์กับคนอื่นในวันหนึ่งๆ แต่ในบล็อกนี้ทำเหมือนเขียนกับตัวเองแต่ความจริงมันมีคนอื่นเข้ามาอ่าน เพราะฉะนั้นมันก็ไม่เชิงว่าจะเป็นส่วนตัวนัก ซึ่งเท่าที่ทำไปก็เป็นการบันทึกเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านไปแล้ว แต่เกิดมีอะไรที่ทำให้มีอาการ RECALL หรือหวนคิดถึงขึ้นมาได้ ก็เอามาถ่ายทอดไว้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของเพลง เพราะเพลงเป็นสื่ออารมณ์ที่ดีมากๆตัวหนึ่ง เรื่องของการเดินทางที่อยากจะบันทึกไว้กันลืม แต่ถ้ามาเขียนว่าวันนี้ไปไหนมา ทำอะไรบ้าง เกิดอะไรขึ้นในวันนี้บ้าง มันก็คงต้องพูดพาดพิงถึงคนอื่นๆ อีกมากมายที่มีหลายอย่างเราว่าไม่น่าจะเหมาะสม
 
เดือนนี้ที่ไม่ได้เขียนอะไรเลยก็เพราะชีวิตมันค่อนข้างจะชุลมุนสักหน่อย คิดถึงอะไรสักอย่างที่อยากจะเขียนมันก็ไม่ว่าง พอมีจังหวะอยู่หน้าคอมพ์ที่อยากจะพักสติมาอัพเดทสเปซ....ก็ไม่มีอารมณ์จะเขียนอะไรเลย ได้แต่นั่งบื้อๆ รำคาญตัวเอง มีคนบอกว่าทำไมไม่เขียนให้เป็นอาชีพ ก็นี่แหละขืนทำก็คงพอได้ค่าบะหมี่สำเร็จรูปวันละซองเท่านั้นมั้ง เพราะจะให้เขียนอะไรที่แต่งขึ้นนั้นไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้น แต่งนิยายไม่ได้แน่นอน เขียนได้แต่เรื่องที่พบ ที่เจอ ที่รู้สึกอยู่ข้างในเท่านั้น แล้วเรื่องพวกนี้ก็ไม่ใช่ทกเรื่องที่จะเอามาแฉในที่สาธารณะได้นี่นา

จริงๆ แล้ววันหนึ่งกะว่าจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับความเหงา เพราะได้เจอผู้คนที่เข้ามา "เล่นเนท" เพราะความเหงาเยอะเลย พอเราบอกว่าเราไม่เหงาก็ดูเหมือนจะไม่เชื่อกัน ทำเอาเราชักไม่เชื่อตัวเองไปด้วย...ซะงั้น !! เลยไปถามเอากับพี่คนหนึ่งในวงการสีน้ำด้วยกัน เพราะว่าพี่เค้าก็อยู่คนเดียว ค่อยได้ความมั่นใจคืนมาหน่อย....เอาไว้สักวันนะจะมาพูดเรื่องนี้

ทำไมเดือนนี้ถึงได้ชุลมุนนักหนา นอกจากงานหนังสือที่ถึงกำหนดต้องวางตลาดต้นเดือนหน้าแล้ว ยังดอดไปเรียนทำเวบมาซะอีก มิไยใครจะบอกว่าไม่ต้องไปเรียน เรียนเอาในตำราก็ได้ แล้วก็พากันหาสื่อการเรียนมาให้มากมาย อาสาสอนให้ก็ได้ ขอบคุณนะท่านทั้งหลายที่ให้เกียรติคิดว่าเราฉลาดขนาดที่จะเรียนด้วยตัวเองได้
 
อย่างไรก็ดี แม้ว่าได้เสียตังค์แพงๆ เสียเวลาและความอุตสาหะเพียรพยายามอย่างทุลักทุเลในการเดินทางไปเรียนถึงแถวๆ สยามมาแล้วก็ตาม ถึงวันนี้ก็ยังไม่สามารถสร้างเวบขึ้นมาสำเร็จเพียงเพื่อส่งการบ้านเอาใบประกาศมา....สมน้ำหน้า....แต่ขอลงประกาศให้โลกรู้ไว้ตรงนี้ว่า เราจะทำให้สำเร็จแน่นอน เวบแรกที่จะทำก็คือเวบเกี่ยวกับศิลปนั่นแหละยังฝันไกลไปถึงว่าจะลิงค์ไปต่างประเทศเพื่อช่วยเผยแพร่ผลงานศิลปินไทยของเราให้โลกรู้จัก....
 

 ไปทำการบ้านต่อดีกว่า
 
June 22

ร้านถูก(ใจ)และดี(จัง)ฟูดแลนด์

น้องชมพู่มีโรคที่เป็นประจำเกี่ยวกับคออักเสบมาตั้งแต่เกิดใหม่ๆ จนวันนี้กลายเป็นเด็กเสียงแหบ วันหน้าอาจจะรุ่งเป็นนักร้องดังก็ได้มั้ง
อาทิตย์ก่อนเจอกัน ป้านิดก็หอมแก้มหนึ่งทีเหมือนทุกที แล้วก็ติดอาการเจ็บคอมาทันที

เดือนก่อนไปนิวซีแลนด์มา 10 วัน เที่ยวอย่างทรหดเพื่อความประหยัด ค่ำมาหัวถึงหมอนหลับ อาการอาเกินแปลกที่แปลกถิ่นไม่มีทั้งสิ้น
พอกลับมาได้ 10 วัน ยังตื่น ยังนอนแบบนิวซีแลนด์อยู่เลย ก็ไปเวียดนามต่ออีก 5-6 วัน คราวนี้ทรโหดกว่าเพราะไม่ได้นั่งเครื่องบินไป แต่
นั่งรถข้ามแม่น้ำโขงผ่านประเทดลาวก่อน ค่อยทะลุไปเวียดนาม จากนิวซีแลนด์ที่หนาวโคดๆ ที่เวียดนามนั้นร้อนจนเลยจุดเดือด น้ำในตัว
ละลายออกมาเป็นน้ำเกลือ ได้รู้ว่าเรานั้นเค็มแค่ไหนก็ตอนเหงื่อไหลเข้าปากนี่แหละ

เดือนพฤษภาคมเป็นเดือนเกิด และครบรอบวันที่จะต้องไปบริจาคเลือดพอดี พอดีเป็นการทำบุญวันเกิดด้วยเลย แต่เมื่อต้องเดินทางตุ๊กๆ
อย่างนี้ก็เลยผัดไว้ก่อน พอกลับจากเวียดนามพักได้ 7 วันก็คิดว่าไปได้ละ

หอมน้องชมพู่หนึ่งฟอดเจ็บคอนิดหน่อย วันสองวันก็หาย ไปเจอกันอีกต่อว่าเสร็จแล้วก็หอมอีกสองที กลับมางอม.....โหยเชื้อแรงจริง
ความจริงเป็นเพราะร่างกายไม่แข็งแรงพอ ดันไปเอาเลือดออกอีก ภูมิต้านทานเลยตกนิดหน่อย ไม่งั้นปกติเวลาเป็นหวัดนับได้เป็นชั่วโมง คือฟืดฟาด จามทีสองทีแล้วก็หายเฉยเลย จากเรื่องในหนังสือชุดบ้านเล็กในป่าใหญ่ พ่อจะชอบบอกว่าลอร่านั้นแข็งแรงยังกะม้า นิดาก็แข็งแรงยังกะหมา

นั่งซมซานอยู่ในห้อง เปิดเนททำงานไป แชทกะผองแฟนคลับไป ใครจะเมตตามารับไปหาหมอ หรือกินข้าวก็ไม่เอา อยากทรุดงี้แหละ
กินโยเกิร์ต ซีเรียล ขนมปัง จับฉ่าย อ้อ ชมพู่ด้วย วนไปวนมา 5 วัน เสบียงก็เริ่มหมด แต่ก็ยังเหนื่อยเกินกว่าที่จะพาตัวออกจาก small room นี้ ขี้เกียจมากกว่านะที่จริง วันนี้มองโยเกิร์ตถ้วยสุดท้ายแล้วก็เซ็งมันเต็มที กว่าจะเซ็งได้ที่ก็ 4 โมงเย็นแล้ว ตัดสินใจเดินเซออกไป คิดสักพักว่า 5 วันก่อนเราจอดรถไว้ชั้นไหนหนอ ขับรถไปที่ประจำใจคือ ฟูดแลนด์สาขารามคำแหง 4 โมงกว่านี่ เค้านท์เตอร์จะยังว่าง แต่อีกสักพักก็จะแน่นจนไม่มีที่นั่ง ร้านถูกและดีที่ฟูดแลนด์นี้ ถูกใจเรา เพราะนั่งกินคนเดียวได้สบาย ๆ ไม่ต้องเขิน อาหารก็อร่อย มีทุกแบบ กาแฟก็เป็นแบบบดสดๆ หอมมาก แถมเปิด 24 ชม. อีก บางคนก็ไปเป็นคู่ แบบไม่อยากมองหน้ากันเท่าไรแล้วก็เหมาะดี เพราะต้องนั่งเคียงกัน กินจานใครจานมัน
"ข้าวต้มปลา ผักบุ้งไฟแดง"
 อื้มม....โรยพริกป่นนิดหน่อยพอเป็นจุดๆ สีแดงๆ พริกน้ำส้มสีแดงอีกเหมือนกัน น้ำซุปร้อนๆ เนื้อปลาสีขาวเป็นก้อนหนาๆ  ผักบุ้ง 1 จาน
กินคนเดียวสะใจมั่กๆ เสียอย่างเดียวพวกเปลือกกระเทียมนี่ระคายปากหญิงจริงๆ สิ ไม่เคยเห็นมีที่ไหนแกะเปลือกกระเทียมเลยนะ นั่นน้องคนนั้นเค้าทำอะไรน่ะ อ้อ กำลังกวาดขนมอะไรไม่รู้ที่เหลือไม่มากออกจากหม้อ สาคูเปียกรวมมิตร เค้าบอก
"ขอถ้วยนึงค่ะ"
น่า...คนป่วยกินแคลอรี่เพิ่มสักหน่อยได้ หมออนุญาต
สาคูเป็นสีเขียวอ่อน ถั่วแดง เมล็ดข้าวโพดสีเหลือง เผือกออกสีม่วงๆ นึกๆ ตามหน่อยนะ สีสวยใช่ป่ะ.... อร่อยมั้ย...ก็...งั้นๆ นะ แต่เสพความสวยก็อิ่มอีกช่องทางหนึ่งได้เหมือนกัน
ตอนเด็กๆ แม่รับตัดเสื้อผ้าอยู่หน้าร้าน หลังบ้านลูกก็ถูกสั่งให้เตรียมอาหารไว้ แล้วแม่จะเข้ามาทำอีกที พริกน้ำปลาต้องมีทุกมื้อ เพราะมี
คนงานกินข้าวด้วย แม่ครัวผู้ช่วยตัวน้อยผู้มีอารมณ์ศิลปินตั้งแต่ 10 ขวบ พริกจะถูกสับอย่างละเอียดประณีต บางวันพริกสีแดงล้วน บางวันก็
คัดแต่พริกสีเขียว พริกสีเหลืองมีปะปนมาแต่มีน้อย เอาไว้ทำน้ำปลาพริกสามสี เป็นความตั้งใจ
ที่ถึงวันนี้ก็ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครสังเกตพริกน้ำปลาแสนสวยของเรา
May 28

Only Love

Only Love Love Forever 
 
 เป็นเพลงของคนที่เชื่อมั่นในพลังของความรัก เชื่อว่าถ้ามีความรักมากพอ.........ประมาณว่าปาฏิหาริย์จะมีจริง
 
Trade Mark เป็นวงที่เรียกว่า Boy Band ซึ่งก็คือวงเด็กวัยรุ่นนั่นแหละ
 
อารมณ์รักของหนุ่มสาวนั้นรุนแรง จริงจัง ปกติแล้วไม่ต้องการเหตุผล แต่เพลงนี้มีอะไรหลายอย่างที่บอกเหตุผลของความหวัง ถ้าความหวังมีเหตุมีผลประกอบ ไม่ว่าหวังนั้นจะสมหรือเศร้า ก็น่าจะเป็นที่ยอมรับได้
 
คอลลินเพื่อนในโลกอินเตอร์เนทคนแรกของเราเป็นคนสิงค์โปร์ แนะนำเพลงนี้ให้เรารู้จัก
 
คอลลินเล่าให้ฟังว่า เคยมีคนรักอยู่คนหนึ่ง ที่วันหนึ่งเธอก็หายตัวไปจากเค้าเสียเฉยๆ....ติดต่อไม่ได้ ตามตัวไม่เจอ....
ไม่รู้สินะ....เค้าคงเศร้าเหมือนใครๆ ทั่วไปเวลาอกหัก แต่ต่างกันตรงความข้องใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ไม่เคยมีการบอกกล่าวว่า ตัวเค้ามีความผิดอย่างไร
ทำไมเค้าจึงไม่มีโอกาสได้ชี้แจง......หากเธอเข้าใจผิด
ทำไมเค้าจึงไม่มีโอกาสได้รับการให้อภัย.....หากเค้าผิดจริง
ทำไมรักจึงไม่ใช่การยอมรับตัวตนของกันและกัน.....ถ้ามันอยู่บนพื้นฐานของความเป็นคนธรรมดา (ไม่ใช่นางฟ้า หรือ เทวดา)
 
เราว่า....การยอมรับความเป็นธรรมดาระหว่างคนรักกันสองคนเป็นสิ่งไม่ธรรมดานะ เป็นสิ่งวิเศษสุดเลยแหละ
และเราจะมองเห็นมันเสมอ.......ถ้ามันมีอยู่
 
เราอธิบายไม่ถูก ได้แต่เข้าใจ ก็มันไม่มีเครื่องวัดนี่นะ บางคนอาจจะคิดว่า ก็แค่นี้เอง คนที่เค้าอกหักแบบซึ่งๆ หน้า แบบเข่นฆ่าช่วงชิงกัน เลือดตกยางออก เลวร้ายกว่าเยอะ.....
 
ไม่รู้สิ....เราว่า บางทีแผลภายนอกที่เห็นชัดเจนนั้นมันรักษาได้ เราได้เห็นวันที่เลือดหยุดไหล เราได้เห็นแผลเหวอะค่อยๆ ปิด ค่อยๆ สมาน
ในที่สุดเหลือเพียงแผลเป็นที่ยังไงๆ ก็ต้องค่อยๆ เล็กลงจนเหลือเพียงจางๆ หรือมองไม่เห็นเลยในที่สุด มันรับรู้ได้น่ะนะ.....
 
แต่....แผลภายในที่มองไม่เห็น เป็นแผลที่ไม่มีวันหาย มีแต่อาการเจ็บรุมๆ ลึกๆ
ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน
ไม่รู้ว่าจะเกิดเจ็บขึ้นมาตอนไหน
ผุดขึ้นในวันแดดจ้าฟ้าแจ่ม กลางความรื่นรมย์ของผู้คนรอบตัว
แฝงเข้ามาในคืนนิทราที่สุขสงบ เพื่อตอกย้ำว่าความสุขนั้นไม่มีจริงสำหรับเรา
โผล่ออกมาในเวลาที่เราคิดว่ากำลังมีความสุขเพื่อหลอกหลอนเรา  เหมือนวิญญาณที่ไม่มีโอกาสไปผุดไปเกิด
 
ทำให้เราเริ่มจะเข้าใจว่าการพยายามหาศพของผู้ที่สูญหายไปให้พบนั้น มีความหมายยังไงกับการมีชีวิตอยู่ของคนที่ยังอยู่
ปมที่คลี่คลายเหมือนโซ่ตรวนล่ามข้อเท้าที่ถูกปลดปล่อยออก
เป็นหนทางที่ไปสู่การยอมรับความจริงนั่นเอง....
หัวใจที่ยอมรับความจริง ทำให้เท้าได้ก้าวพาชีวิตเดินหน้าต่อไป
 
แค่ได้ยอมรับความจริงว่า " รัก" นั้นเพียงเคยมีอยู่
 
และ "เรา" นั้นเพียงเคยมีจริง
 
บอกกันนะ....ถ้าเธอจะไป...ถ้ามันเป็นความสุขของเธอ...แค่บอก...
 
สำหรับฉัน การปล่อยเธอไปมันคือคำบอกครั้งสุดท้ายให้กับเธอว่า ฉันรักเธอ 
 
และเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอจะทำให้ฉัน เพื่อบอกฉันว่า เธอเคยรักฉัน
   
เพื่อนคนนี้ เราได้พบกันหลายครั้งแล้ว....แม้ว่าเค้าจะต้องเจ็บอีก...แต่วันนี้เค้ากำลังมีความรักอีกครั้ง โชคดีนะเพื่อน
 
 Love Letter
Two a.m. and the rain is falling
Here we are at the crossroads once again
You're telling me you're so confused
You can't make up your mind
Is this meant to be
You're asking me
ตีสองแล้วฝนกำลังตก
แล้วเราก็มาถึงทางแยกที่จะต้องตัดสินใจกันอีกครั้ง
เธอบอกว่าเธอสับสน ตัดสินใจไม่ถูก
เธออยากให้ฉันช่วยคิดกระนั้นหรือ?

But only love can say
Try again to walk away
But I believe for you and me
The sun will shine one day
So I'll just play my part
And pray you'll have a change of heart
But I can't make you see it through
That something only love can do
ฉันเชื่อในความรักนะ
ลองพยายามอีกสักครั้งก่อนจะไปจะได้ไหม?
ฉันเชื่อว่าพระอาทิตย์จะส่องแสงสว่างให้เรา(สมหวัง)
ฉันจึงได้แต่ทำในส่วนที่ฉันทำได้
คือเฝ้าภาวนาให้เธอนั้นเปลี่ยนใจ(ที่จะไป)
แต่ฉันก็ยังไม่อาจจะทำให้เธอศรัทธาในความรักได้

In your arms as the dawn is breaking
Face to face and a thousand miles apart
I've tried my best to make you see
There's hope beyond the pain
If we give enough, if we learn to trust
ในอ้อมแขนของเธอ ยามฟ้าสาง
ชิดใกล้กันอย่างนี้แต่ก็เหมือนห่างกันเป็นพันไมล์
ฉันได้พยายามสุดความสามารถให้เธอเห็นว่า
ไม่ว่าจะเจ็บปวดเพียงไหน ยังมีความหวังเสมอ
เพียงเราทุ่มเทให้กับมันให้มากพอ
เพียงเรามีความเชื่อมั่นให้มากพอ

But only love can say
Try again to walk away
But I believe for you and me
The sun will shine one day
So I'll just play my part
And pray you'll have a change of heart
But I can't make you see it through
That something only love can do
ฉันเชื่อในความรักนะ
ลองพยายามอีกสักครั้งก่อนจะไปจะได้ไหม?
ฉันเชื่อว่าพระอาทิตย์จะส่องแสงสว่างให้เรา(สมหวัง)
ฉันจึงได้แต่ทำในส่วนที่ฉันทำได้
คือเฝ้าภาวนาให้เธอนั้นเปลี่ยนใจ(ที่จะไป)
แต่ฉันก็ยังไม่อาจจะทำให้เธอศรัทธาในความรักได้

I know if I could find the words
To touch you deep inside
You'd give my dream just one more chance
Don't let this be our last good-bye
ถ้าเพียงฉันหาถ้อยคำใด
ที่จะสัมผัสถึงหัวใจของเธอได้
เธอคงจะให้โอกาสกับความฝันของฉันอีกสักครั้ง
อย่าให้ครั้งนี้มันเป็นการลาจากเลยนะ

But only love can say
Try again to walk away
But I believe for you and me
The sun will shine one day
So I'll just play my part
And pray you'll have a change of heart
But I can't make you see it through
That something only love can do
That something only love can do...
จงเชื่อมั่นในความรักนะ
ลองพยายามอีกสักครั้งก่อนจะไป จะได้ไหม?
ฉันเชื่อว่าพระอาทิตย์จะส่องแสงสว่างให้เรา(สมหวัง)
ฉันจึงได้แต่ทำในส่วนที่ฉันทำได้
คือเฝ้าภาวนาให้เธอนั้นเปลี่ยนใจ(ที่จะไป)
 
แต่ฉันก็ยังไม่อาจจะทำให้เธอศรัทธาในความรักได้
 
มันมีนะ...มีบางอย่างที่รัก (ที่มากพอ) ทำ (ให้เกิดขึ้น) ได้
May 26

ของขวัญเกิด

วันเกิดของเรา วันที่ 26 พฤษภาคม ปีหนึ่ง.....ครอบครัวของเรามีลุ้นว่าเด็กน้อยคนหนึ่งจะมุดท้องคุณแม่ออกมาดูโลกในวันนี้สำเร็จหรือไม่ และแล้วค่ำๆ ก่อนวันที่ 26 จะสิ้นสุดลง สาวน้อยตัวแดงๆ ก็ทำสำเร็จ เธอเข้ามาในโลกนี้เพื่อเป็นเสมือนของวันเกิดของป้านิด.....ตั้งแต่นั้นมา....ทุกๆ วันที่ 26 พฤษภาคม ต้องมีเค็กวันเกิดที่ใครๆ เลือกสรรมาว่าหนูชมพู่แก้มป่องสีชมพูเห็นแล้วจะตาโตขึ้นกว่าที่โตแป๋วแหววอยู่แล้ว ซึ่งมันจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากเค็กช็อคโกแลต เอาเถอะไหนๆ ป้านิดก็ไม่เคยเป่าเค็ก เอ๊ย เป่าเทียนอยู่แล้ว แต่ตั้งแต่มีของขวัญที่โตวันโตคืนชิ้นนี้เข้ามาในชีวิต ก็ต้องมานั่งเป่าเทียนกะเธอ แวดล้อมด้วยความรัก ความสุขของทุกคนในครอบครัว
....ไม่นานนัก....หนูชมพู่เริ่มไป รร.อนุบาล
 
เย็นวันที่ 26 พฤษภาคม3 ปี ถัดมา...
ชมพู่ต้องเริ่มเรียนรู้ว่าจะต้องให้ของขวัญป้านิดคนเกิดวันเดียวกันด้วยเหมือนกัน.......
 
"ถ้าชมพู่เป็นของขวัญป้านิด....ชมพู่ก็ไม่ต้องซื้อของขวัญให้ป้านิดแล้ว....ดีมั้ยคะ?"ลองปะเหลาะเด็กดู
 
หนูน้อยคิดๆๆๆๆ.....แล้วก็พยักหน้าตกลง.....อย่างงกๆ หน่อย
 
"งั้น.....ป้านิดจะแกะของขวัญนะคะ"  หนูทำหน้าปูเลี่ยนๆ
 
ป้านิดก็ปลดกระดุมเสื้อตั้งแต่เม็ดบน...ทีละเม็ด....
ชมพู่เริ่มบิดไปบิดมาเหมือนจะปวดฉี่......แต่ไม่ใช่หรอก...
 
"เอ้อ....ป้านิด....เหลือกังเกงในไว้ได้มั้ยคะ?"
...................Roll................กั๊กๆๆ ใครจะไปทำลงคอเนอะ
 
เธอไม่รู้ตัวว่า
ในวันยุ่งเหยิง
ในวันตึงเครียด
ในวันแสนหม่น
วันที่เราจับเธอขึ้นรถไปด้วยกัน นิ้วเล็กๆ ที่กำนิ้วชี้ของเราไว้ จูงเดินกันไป...........................
ศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้เป็นที่ ที่เราชอบไป เพราะเงียบสงบ แล้วเราก็พากันนั่งกินไอติมตรงขั้นบันได
หรือที่ หาดบางแสน นั่งฉีกไก่ย่างป้อนเธอ จนแก้มป่องนั้นเปื้อนเหลืองขมิ้น
เช็ดล้างแล้วเราก็จูงกันเดินเท้าเปล่าไปบนหาดทราย ปากน้อยนั้นส่งเสียงแจ๋วๆ ไปเรื่อยๆ
ก่อนที่จะค่อยๆ ขับรถกลับโดยตาคอยชำเลืองเด็กน้อยที่หลับสนิทอยู่ข้างๆ อดแตะแผ่วที่เนื้อแก้มใสนั้นเป็นครั้งคราวไม่ได้
 
......โลกข้างหน้าอาจจะไม่ได้สวยสะอาดดังชีวิตของเธอ ณ นาทีนี้......
วันนั้น.....ป้านิดหวังเธอจะมีของขวัญที่จรรโลงใจในยามท้อระทมดังเช่นที่ป้านิดมีเธอ....นะหนูน้อยที่รัก
 
May 24

เธอ....ถ่ายรูป

ตอนเด็กๆ อายุประมาณ 12-13 ขวบ (เค้าจะใช้คำว่า "ขวบ" กับคนจนถึงอายุเท่าไรนะ  คนโตๆ ไม่เห็นมีใครถูกนับอายุเป็นขวบ ที่นับเป็นขวดพอมีอยู่).....
พ่อมีกล้องเล็กๆ อยู่อันหนึ่ง ตอนนั้นคงยังไม่มีฟีลม์สี  อ้อนขอยืมมาถ่ายเล่น ก่อนจะหยวนพ่อก็สอนวิธีใช้ให้ ซึ่งมันก็คือหลักมาตรฐานที่ใช้มาจนทุกวันนี้ นั่นคือความสัมพันธ์ของรูรับแสงกับความไวชัตเตอร์
 
4-5 ปีที่ผ่านมา....ได้รับกล้องดิจิตอลเป็นของขวัญวันเกิด....ปวดหัวนักกับการต้องมาข้องมาเกี่ยวกะโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เป็นความโง่ประจำตัวอยู่แล้ว.....โชคดีมีเพื่อนร่วมก๊วนสีน้ำที่มีความรู้เรื่องการถ่ายรูปแนะนำเรื่องหลักๆ ให้ อย่างเช่น กฎ 3 ส่วนสำหรับจุดนำสายตา กฏระดับน้ำหรือขอบฟ้าที่ทำให้รูปไม่เอียง.....ต่อมาก็มีคนสอนการถ่ายย้อนแสงให้ใบไม้ ดอกไม้ ดูบางใส
 
ถึงวันนี้....ไอ้เจ้าเรื่องรูรับแสง....สปีดชัดเตอร....ก็ยังไม่เคยเข้าสมองสักที....ใช้โปรแกมสำเร็จรูปในกล้องลูกเดียว อย่างเก่งก็รู้จักใช้โปรแกรมถ่ายภาพไกลในการโคลสอัพรูปใกล้เพื่อให้เกิดความชัดลึก ได้แบ็คกราวน์เบลอๆ  ไม่ใช่ไม่พยายามนะ อย่างน้อยก็ได้ลองใช้ระบบ Manual และขาตั้งกล้องในการถ่ายพลุหลายครั้งเหมือนกัน ผลออกมาเละๆ...อี๋ยๆ... 
 
  ผลงานทั้งหมด.....จึงมาจาก
-หัวใจที่ตามเดินไปกับเส้นสายและรูปฟอร์ม
-อารมณ์กลมกลืนและขัดแย้งไปกับสีสวยๆ
-สายตาที่เห็นความงามในแสงและเงา
-ความรู้สึกที่อ่อนไหวไปกับห้วงเวลาบรรยากาศ
-สรรพชีวิตที่หยุดนิ่งและเคลื่อนไหว .........
 
ไหน...อารายเหรอ....สปีดชัตเตอร์.....รูรับแสง?.....ถ้าสมองคนเราสามารถสลับข้างได้เหมือนที่เราสลับยางรถคงจะดีนะ.....
สมองซีกซ้ายไม่ค่อยทำงาน มันมีอยู่รึปล่าวก็ชักไม่แน่ใจ
May 07

Superman's Love/ความรักของซุปเปอร์แมน

              Super           ซุปเปอร์แมน  Heart Shell 

 ความฝันของความรักและความผูกพัน

ช่วงนี้สไปเดอร์แมนกำลังฉายอยู่  ทำให้นึกถึงหนังพวกแมนๆ เรื่องซุปเปอร์แมน

คนส่วนมากดูหนังเรื่องซุปเปอร์แมนในมุมของ มนุษย์ปาฏิหาริย์ ผู้ใช้อิทธิฤทธิ์ของตัวช่วยเหลือผู้อื่น คนดูจะคอยลุ้นว่าซุปเปอร์แมนจะต่อสู้กับผู้ร้ายได้มั้ย 

ซุปเปอร์แมนนั้น ต้องหน้าหล่อ ต้องสูงสมาร์ท แววตาฉลาดแกมซื่อ

สไปเดอร์แมน จัดว่าเป็นหนังที่อยู่ในแนวเดียวกันได้  สไปเดอร์แมนไม่เหาะ ได้แต่เกาะๆ ไต่ๆ ตามฝ้าเพดาน เอ๊ย ตามตึกสูงๆ เลยต้องมีรูปร่างกะทัดรัด เพื่อความปราดเปรียวคล่องตัว มีกระโจน พุ่งหลาวมั่งบางที หน้าตาก็ไม่ค่อยเปิดเผย  ชุดรัดรูปก็ไม่รัดรึงใจ พอเผยหน้าตาออกมาก็หล่อแบบเพี้ยนๆ ชอบกล (ความเห็นส่วนตัวไม่ได้ให้ใครมาเห็นลอกเลียนหรือเห็นด้วย)

ซุปเปอร์แมนมีความรัก ความปรารถนา ด้วยหัวใจเหมือนหัวใจของชายหนุ่มทั่วๆ ไป

แม้จะต้องถือว่าเขาเป็นมนุษย์ต่างดาวไม่ใช่ชายในมนุษย์โลก

นางเอกก็เป็นคนที่ตามหาความรักจากความฝันในหัวใจแบบผู้หญิงทุกคน......ความฝันที่จะได้พบกับความรักที่เจือมากับความเมตตา ความรักอย่างปกป้องดูแล โดยเฉพาะนาทีที่เดือดร้อนทุกข์ใจ ......

คืนที่ซุปเปอร์แมนโอบร่างสาวที่แอบชื่นชมประคองเคียงอก พาท่องล่องฟากฟ้าชมดาวและเดือนด้วยมือเปล่าไม่มี อุปกรณ์ security อะไรสักกะชิ้น โดยสาวก็ไม่หวาดกลัวแต่กลับฝากใจฝากกาย เหมือนจะฝากชีวิตไว้ในอ้อมแขนนั้นนั่นเทียว  เป็นฉากในฝัน...เป็นปาฏิหาริย์ในอารมณ์ผู้หญิง  Couples 

ซุปเปอร์แมน ผู้ที่ถ้าจะครองโลกทั้งใบก็ย่อมได้ แต่พอมาถึงเรื่องของความรัก ซุปเปอร์แมนกลับต้องแอบซ่อนอย่างน่าสงสาร สาวไหนๆ  ก็ไม่ชอบเจ้าหนุ่มหน้าเด๋อใส่แว่นหนาเตอะ แถมซุ่มซ่าม  ดูหนังเรื่องนี้จบแล้วสอนตัวเองว่า เวลามองใครอย่ามองแต่ผิวเผิน ทางที่ดีควรจับตา มองหาชายหนุ่มที่เดินหายเข้าไปในตู้โทรศัพท์!!

เมื่อสุดความสามารถจะรักษาสาวคนรักไว้ได้ ซุปเปอร์แมนก็คลั่ง คลั่งอย่างไม่เหลือมาดซุปเปอร์แมนผู้เก่งกล้าสามารถ เมื่อรู้สึกสูญสิ้นซุปเปอร์แมนเจ็บปวดอาดูรหมือนชายหนุ่มอย่างคุณๆ นี่แหละ แต่เห็นแล้วยอกแสยงใจยิ่งกว่า เหมือนความยิ่งใหญ่คับฟ้าของเทวดาที่มาพ่ายเอาง่ายๆ กับการที่คนรักต้องจากพรากไปในโลกมนุษย์

อยากจะเชื่อว่าเกือบทุกคน คงเคยสักครั้งหนึ่งที่คิดว่า  ถ้าย้อนเวลากลับไปได้จะ....จะ...จะ...จะทำอย่างนี้ แทนที่จะทำอย่างโน้น...จะ...จะ...และ..จะ....ที่สุดแล้วมันก็แค่ความเป็นไปไม่ได้ คิดแล้วก็กลับเจ็บช้ำยิ่งกว่าที่เคยรู้สึกเสียใจในสิ่งที่ได้ทำลงไป...................ความรู้สึกผิดพลาดในชีวิตเหมือนรอยบากที่สลักลงในเนื้อของต้นไม้ที่ยังมีชีวิตอยู่  มันเป็นรอยอยู่อย่างนั้นตราบเท่าอายุของมัน เหลียวไปเห็นทีไร หัวใจก็เจ็บเจือละอายทีนั้น ความเจ็บช้ำจากการกระทำที่ผิดพลาดของตัวเองไม่เหมือนกับที่เกิดจากคนอื่น ที่มันมักจะเป็นความเจ็บระคนแค้นเสียมากกว่า

ซุปเปอร์แมน ได้ทำในสิ่งที่ตอกย้ำความรู้สึกนี้เต็มๆ เพราะอย่างเราๆ คงได้แต่คิด....ในสิ่งที่ไม่มีวันเป็นไปได้  ทว่าซุปเปอร์แมนรวบพละพลังทั้งกายทั้งใจ รวมความคั่งแค้นถวิลหาอาดูรทั้งหมด แล้วจับโลกหมุนกลับ จนถึงจุดที่สาวคนรักฟื้นคืนชีพขึ้นมา...สาแก่ใจซะ...นะ?

เพียงเพื่อ.....เจ้าหนุ่มหน้าเด๋อได้รับสายตาว่างเปล่าไร้ไมตรีดังเดิม....จากสาวที่อุตส่าห์ชุบชีวิตขึ้นมา......กับอีกภาคของหนุ่มซุปเปอร์แมนที่สาวมอบกายเทใจให้  แต่เขากลับเป็นสิ่งมีชีวิตคนละสายพันธ์ที่อยู่กันคนโลก......

บ่อยครั้งที่บางคนคิดว่า ถ้าเพียงแค่หมุนโลกกลับได้เราจะได้กลับไปแก้ไขในสิ่งที่ผิด แต่.......จริงหรือ?   ลองถามตัวเองอีกสักครั้ง อย่างจริงใจและซื่อสัตย์

ณ วัน.....วัย......ประสบการณ์.....อารมณ์....อย่างนั้น เราก็คงทำ...ผิดหรือถูก...เหมือนเดิม หรือเปล่า?

หรือการที่พระเจ้าไม่ได้ประทานความสามารถที่จะให้เราย้อนเวลากลับไปได้  ก็เพื่อที่เราจะได้รู้จักกับความไม่ประมาท ให้บางคนได้เรียนรู้บทเรียนจากความประมาทที่ได้ทำลงไป 

คนบางคน...รักบางรัก...เดินทางผ่านเข้ามาในชีวิตของเราแล้วผ่านจากไป  เพื่อให้เราได้เข้าใจ ได้รู้รักษ์ถนอมกับรักครั้งต่อไปเมื่อมันเดินทางผ่านเข้ามาอีกครั้ง

 

สำหรับผู้หญิงอย่างเราแล้ว หนังเรื่องซุปเปอร์แมนโดยเฉพาะภาคแรกนั้น ไม่มีวันที่จะเป็นหนังที่จัดอยู่ในประเภท Adventurous action ไปได้ นอกจากจะเป็นหนังรักโรแมนติกที่ไม่สมหวัง........หมอลักษณ์ฟันธงค่ะ

   Tornado 



 

May 05

Perhaps Love/นิยามแห่งรัก

เพลง Perhaps Love นี้แต่งและร้องโดย  John Denver ดูเอท ร่วมกับ  Placi Domingo

 ความรักคืออะไร เป็นนิยามโลกแตก

แต่ที่สุดแล้วมันคงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน เนื้อหาของเพลงนี้คงบอกแทบทั้งหมดที่มนุษย์เราจะพึงรู้สึกได้กับเจ้าสิ่งที่เรียกว่า ความรัก เหมือนแทบไม่เหลือนิยามของใครในความรู้สึกที่สุดของทุกข์และสุขยามเมื่อมนุษย์เราได้รู้จัก....รัก

สองคนนี้มีระดับเสียงที่แตกต่างอย่างตรงกันข้ามกัน ไม่เหมือนจะเข้าคู่กันได้  แต่แล้วเพลงนี้กลับเป็นการดูเอ็ท จับคู่ที่สวยงามลงตัว เหมือนกับคู่ความหมายในเนื้อเพลงที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ยามเมื่อมนุษย์รู้สึกถึง ความรัก

เป็นคำพรรณนาที่ต้องตรงใจของเรา อย่างน้อยสักคน ไม่ทุกอย่างอย่างน้อยก็สักอย่าง ไม่ทุกครั้งอย่างน้อยก็สักช่วงเวลา

สำหรับเรา...มันเป็น...เป็นทุกอย่างอย่างนั้นทุกเวลา และตลอดไป....แต่....กับใครไม่รู้

หรือมันเป็นแค่.....ความทรงจำแห่งความรัก.....

 

ความรักคืออะไร


ความรักคือหน้าต่าง หรือบางทีมันคือประตู

มันเผยบานเชิญชวนให้เราเข้าใกล้ มันอยากจะให้เราได้เข้าไปทำความรู้จัก

 
บ้างบอกว่า รักนุ่ม บาง ลอยล่องดุจปุยเมฆ

บ้างกลับว่า รักแกร่งดั่งเหล็กกล้า

 

บ้างว่า รักคือชีวิตที่คงอยู่

แต่บ้างว่า รักเป็นเพียงแค่ความรู้สึก

 

บ้างว่า รักคือการยึดเหนี่ยว กอดกุม

แต่บ้างกลับว่า รักคือการปล่อยวาง

 

บ้างว่า รักคือทุกสิ่งทุกอย่าง

บางคนเลยบอกว่า...ไม่รู้จริงๆ แล้วว่ารักคืออะไร


หรือบางที...รักคือมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยการต่อสู้และเจ็บปวด

หรือบางที...รักคือเขาสูงที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและการเปลี่ยนแปลง

เป็นดั่งไฟรุมร้อน...ทว่าเย็นฉ่ำอยู่ภายใน

หรือเป็นฟ้าคะนอง...ยามเมื่อฝนโปรยปราย

จะอย่างไร....ความรักก็คือที่พักใจ คือที่หลบพายุร้าย

รักมีอยู่เพื่อให้เราสุขสงบ ให้ได้เราอบอุ่น ในยามทุกข์ร้อน

เมื่อใดที่เรารู้สึกแล้ง...ไร้...และสิ้นสูญ เมื่อนั้น ความทรงจำแห่งรักจะพาเราคืนสู่เหย้า.............ความทรงจำแห่งรักจะพาเราคืนเรือนร่มพิงพัก

ตราบชั่วชีวิต....หากฝันทั้งปวงได้เป็นจริง....ความทรงจำแห่งความรักของฉันจะมีเพียง....เธอ....เท่านั้น

Perhaps Love

(Placido Domingo)
Perhaps love is like a resting place
A shelter from the storm
It exists to give you comfort
It is there to keep you warm
And in those times of trouble
When you are most alone
The memory of love will bring you home


 (John Denver)
Perhaps love is like a window
Perhaps an open door
It invites you to come closer
It wants to show you more
And even if you lose yourself
And don't know what to do
The memory of love will see you through

 (Placido Domingo)
Oh, Love to some is like a cloud
To some as strong as steel

(John Denver)
For some a way of living
For some a way to feel


 (Placido Domingo)
And some say love is holding on
And some say letting go
And some say love is everything
And some say they don't know

(John starts joined by Placido)
Perhaps love is like the ocean
Full of conflict, full of pain
Like a fire when it's cold outside
Thunder when it rains
If I should live forever
And all my dreams come true
My memories of love will be of you


(Placido Domingo)
And some say love is holding on
And some say letting go

(John Denver)

And some say love is everything
Some say they don't know

(John starts joined by Placido)
Perhaps love is like the mountains
Full of conflict, full of change
Like a fire when it's cold outside 
Circle Of Hearts 
Or thunder when it rains
If I should live forever
And all my dreams come true
My memories of love will be of you

 Be Silly 

 

March 20

หินกับทรายและปลาเผากับคนแปลกหน้า

ปีก่อน  ไปอ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอนมา กับเพื่อนคนหนึ่งที่สะดวกใช้ประหยัดซื้อ ไม่จุกจิก ไม่เสียง่าย ขี่มอเตอร์ไซด์ก็ได้ด้วย แหม ดีติดใจจัง

ได้ข่าว (ผิดๆ) มาว่ามี อ.เชียงคาน จ.เลย อยู่ริมแม่น้ำโขง มีคาแรคเตอร์เหมือนกับ อ.ปาย พักร้อนปีนี้ก็เลยนัดแนะเพื่อนคนเดิม เตรียมทริปพักร้อนในหน้าหนาว (เมืองไทยเค้าพักร้อนกันหน้าหนาวทั้งนั้น น่าจะเปลี่ยนชื่อ) คราวนี้ไปหรูนิดหน่อย นิดหน่อยจริงๆ คือไปสายการบินนกน้อยปากแดง ก็เพราะคิดแล้วมันราคาไม่แพง บรื้น เดียวก็ถึงอุดร แล้วต่อรถไปอีกหน่อยนึง ประหยัดเวลาและนาทีที่นอนไม่หลับบนรถทัวร์ได้หลาย ชม

ขึ้นเครื่องบินนะ ก็เลยใช้กระเป๋าลากใบน้อยๆ ดูเหมาะสมไม่ซกมก มันก็น้อยจ้อยจริงๆ ขนาดว่าเอาใส่เก๊ะเหนือหัวได้ ไม่รู้ทำได้ไง ไปค้างตั้งหลายวัน แถมยังมีพวกเสื้อหนาวอีก ไม่อยากจะเล่าว่าขากลับยังมีหินสีก้อนโตเก็บจากแม่น้ำโขง และทรายที่มีทองติดมาอีก 2 ถุงก๋วยเตี๋ยว แพ็คมาด้วย

เอาเข้าจริง ที่อุตส่าห์ไปหรู พอถึงสนามบิน นั่งรถตู้ไปขนส่ง ต่อรถบัสร้อนๆ วิ่งเย็นๆ ไป จ.เลย อีก 2 ชม. ต่อรถสองแถว ที่แวะรับส่งแต๋วไปตลอดทาง กระเป๋าลากใบงามน่ารักเริ่มดูแปลกปลอมกับบรรดาเข่ง ถุงผัก ลังไก่ บนรถ ระยะทาง 50 กม.ใช้เวลา ชม.กว่าๆ ถึง อ.เชียงคานในที่สุด จากสนามบินมาตอนสิบโมงเช้า ตอนนี้ก็ห้าโมงเย็นแล้ว นั่งสามล้อลุง...ประมาณ ตา....มากกว่าน่ะ ทั้งรถทั้งคนถีบ....ออดแอด...ออดแอด...ไปอีก ครึ่ง ชม กม.กว่าๆ ถึงที่พัก แก่งคุดคู้ รีสอร์ท ใหญ่โต สวยงาม ไม่เห็นเหมือนปายสักกะน้อย

ที่ ตรงบริเวณแก่งคุดคู้นี้ มีรีสอร์ทนี้ที่เดียว อยู่ลึกเข้ามาจากถนนพอสมควร คือสมควรกับการที่จะต้องเหนื่อยไม่น้อยถ้าคิดจะเดินเข้าออก เวลากลางวันโดยเฉพาะวันหยุดก็จะมีคนมาเที่ยวชมแก่ง แล้วก็กลับไป ริมโขงด้านนอกรีสอร์ทมีเพิงเป็นร้านอาหารปลูกสร้างอย่างดีพอสมควรยาวๆ เลียบริมฝั่ง ปูเสื่อให้นั่งเป็นบล็อกๆ ขายอาหารอีสานนั่นแหละ พวกส้มตำ ปลาเผา แต่ปกติเราก็ได้แต่กินอาหารของรีสอร์ทเป็นส่วนใหญ่ อย่างน้อยก็อาหารเช้ากับอาหารเย็น มาริมน้ำโขงก็อยากจะกินปลาแม่น้ำเยอะๆ สั่งทุกมื้อเลย

ตอนเช้าๆ อากาศเย็นๆ แป๊บนึง แต่หมอกนั้นสลัวมัวไปหมด ราวกับว่าหนาวเสียเต็มประดา แต่สวยดีเหมือนกัน ถ่ายรูปไว้อวดว่าหนาว กลางวันวันหนึ่ง ลองออกไปนั่งกินข้าวที่เพิงริมน้ำดูมั่ง ฟ้าเป็นสีฟ้าแจ่มแจ๋วเป็นที่สุด มีเมฆปุยๆ รูปร่างคล้ายๆ กันกระจายอยู่เหนือภูเขาเตี้ยฝั่งตรงข้าม ดูแล้วเหมือนชุดขาวๆ ของนางฟ้า วันนี้อากาศดี นางฟ้าซักผ้า ตากว่อนเลย เออ ชุดนางฟ้านี่ลอยได้เหมือนเจ้าของนะ รู้ป่ะ

บล็อคข้างๆ มีผู้ชายสองคนนั่งกินดื่มอยู่  เห็นเรานั่งวาดรูปอยู่ก็ชวนคุย ได้รู้ว่าคนนึงเป็นครู  อีกคนนึงเป็นทนาย เค้าบอกว่าปลาที่กินๆ กันอยู่นี่สั่งมาจากเชียงราย แถวนี้ไม่มีหรอก อ้าวเป็นงั้นไปได้ เวรกรรมแท้ๆ ที่แม่น้ำมีเรือหาปลาลำหนึ่ง มีคนๆ เดียว เค้าจะเหวี่ยงแหแล้วก็ปล่อยเรือให้ล่องตามน้ำไปสักหน่อย สาวแหขึ้นมา ติดเครื่องเรือทวนน้ำขึ้นมาแล้วก็ทำแบบเดิมอีก สองคนข้างๆ ก็ตะโกนเรียก ขอซื้อปลา ได้ปลาเนื้ออ่อนตัวย่อม (ไม่รู้ว่าตัวย่อมนี่มันขนาดไหนนะ ก็ว่าไป จริงก็คือขนาดกลางๆ ไม่เล็กไม่ใหญ่น่ะ) มา 2-3 ตัว ให้แม่ค้าที่เพิงนี่เผาให้ แล้วก็แบ่งมาให้เรากิน 1 ตัว อย่างใจดีมากๆ สองคนนี่ดื่มไปกินไป ก็ชวนเราคุยไป แต่คุยกะคนเหมือนเมานี่มันอึดอัดนิดหน่อยนะ เราบ่นว่าไม่ได้ไปไหนเลย ส่วนใหญ่ก็จุมปุ๊กอยู่ในรีสอร์ท เพราะไม่มีพาหนะจะไปไหนได้ เค้าบอกว่า เราสามารถไปเที่ยวทาง อ.สังคม พลางชี้ไปทางถนนเลียบริมน้ำ.โขง ไปได้อีกไกล ผมเพิ่งรู้จักกับคุณเอง ไม่งั้นผมจะขับรถพาไป พร้อมกับชี้ไปที่รถกระบะสีแดงที่จอดอยู่ ทำท่าอึกอักแบบเมาๆ เอ้อ...นะ ไม่ไว้ใจเราซะงั้น.....เรามองหน้ากับเพื่อนแล้วแอบขำ....สักกะเดี๋ยวเค้าเดินไปไหนกันสองคน ขยับรถหรือไงก็ไม่รู้ เราก็พยักเพยิดกับเพื่อนแล้วย่องออกจากร้าน ก็ แหม เค้ายังไม่ไว้ใจเรา เราจะไปไว้ใจเค้าได้ไง เสียชื่อแย่

น้ำในแม่น้ำลงต่ำจนต้องเดินออกไปไกลพอสมควร มีหินสีๆ เต็มไปหมด ตอนหลังถึงรู้ว่าหินสีที่นี่ขึ้นชื่อมาก เค้าเอาไปจัดสวนกัน สีสดชัดเจน เขียวเป็นเขียว แดงเป็นแดง และสีเหลืองสด รูปร่างไหนก็ผิวเกลี้ยงกลมเพราะถูกน้ำซัดมาจากเมืองจีนโน่น เก็บเท่าไรก็ไม่หมด ส่งมาใหม่เรื่อยๆ แดดแรงมาก เพราะฟ้าใสกระจ่าง แต่เธอก็ดั้นด้นเก็บหินแถมเก็บทรายอีกด้วย  ทรายริมแม่น้ำโขง มีทองด้วยนะจะบอกให้ มันลอยอยู่ริมๆ พอน้ำแห้งมันก็เคลือบอยู่บนหน้าทราย เราก็ไปแซะๆ ใส่ถุงมา พอกลับมาก็เอามาใส่น้ำอีกทีนะ พยายามตักเอาแต่เกล็ดทองออก แล้วเอาใส่ขวดแก้วจิ๋วๆ คล้ายๆ ขวดตัวอย่างน้ำหอมน่ะ แต่เท่ห์กว่าเยอะ เพราะมีจุกก๊อกด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าไปได้มาจากไหนมีเก็บไว้ตั้งหลายขวด ทรายทองนี้เป็นของฝากจากการไปเที่ยวสำหรับแจกญาติสนิทมิตรสหายคอเพี้ยนเหมือนกัน ใครได้รับแล้วทำหน้าเอ๋อๆ แปลว่าไม่ใช่คอเพี้ยน ว่างๆ เราก็แอบหยิบคืน เพราะเค้าจะทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่ใยดี กับของฝากที่เราลำบากตรากตรำหามานี่ ต่อมาเพื่อนคอเพี้ยนคนหนึ่งมาขอทรายนี้ไปผสมกับดินปั้นทำเครื่องปั้นดินเผาที่เค้ากำลังเรียนอยู่ด้วย ปั้นเผาได้ถ้วยลายจุดพร้อมที่รองแก้ว แม้จะมองไม่ออกว่าเป็นทองแต่เรารู้แก่ใจก็แล้วกัน มาให้เราเป็นของขวัญวันเกิดอีกด้วยแหละ ส่วนหินสี เราก็เอามาเรียงใส่อ่างน้ำที่ตั้งไว้ในสวนสำหรับให้นกมาอาบน้ำ ตอนหิ้วหินทรายขึ้นเครื่องบินกลับก็นึกทะแม่งๆ กับตัวเองอยู่เหมือนกัน คิดว่าควรจะใช้ชีวิตอยู่กับพวกเพี้ยนๆ ด้วยกัน จึงจะดูเป็นคนปกติดีได้

นั่งๆ นอนๆ อยู่ 1 วัน วันรุ่งขึ้นก็เลยชวนลุงตาถีบสามล้อเข้าไปเที่ยวในอำเภอ รถก็แก่คนก็เก่า นั่งข้างหลังเห็นการออกแรงถีบแล้วแล้วแสนจะเกรงใจ ไปเที่ยวชั่วโมงนึง ลุงเรียกสองร้อยหายเกรงใจด้วยความตกใจ ต่อรองเหลือ ร้อยห้าสิบ โห เช่ามอไซด์ขี่ที่ปายทั้งวันทั้งคืน ร้อยห้าสิบเท่ากันเลย  ลุงเลยแถมให้ด้วยการพาไปวัดเก่าๆ ริมแม่น้ำ ดูพระอาทิตย์ตกดิน วันต่อมาลุงตาก็มาดักจะพาไปเที่ยวอีก แต่หลบทันรอดตัวไป

สองข้างทางออกมีแต่ร้านทำมะพร้าวแก้ว เป็นของฝากขึ้นชื่อของที่นี่ อร่อยดีนะ เป็นมะพร้าวออกจะอ่อนสักหน่อย ตัดเป็นแผ่นใหญ่ๆ แล้วเชื่อมน้ำตาล ไม่หวานมากนัก หอมด้วย ไปรอซื้อที่เค้ากำลังทำร้อนๆ อยู่เลย ชวนเค้าคุย ป้าจ๊ะป้าจ๋า ตามประสาคนมีอัธยาศัย เออ ไม่เห็นต้นมะพร้าวเลยนะจ๊ะแถวนี้ สวนมะพร้าวอยู่ที่ไหนเหรอจ๊ะป้า ไม่มีร้อกสวนมะพร้าวทางอีสานนี่ อีหนูเอ้ย เราสั่งมาจากสุราษฏร์ทั้งนั้นแหละ เออ ให้มันได้หยั่งงี้สิ โลกเรา สั่งจากใต้มาเป็นสินค้าขึ้นชื่อที่อีสาน ทำกันเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนเลยนะ

เช้าวันต่อมา ตื่นแต่เช้าแล้วติดรถของทางรีสอร์ทออกไปตลาด หาขนมครกกิน ไม่รู้เป็นไง ไปไหนต้องกินขนมครกที่นั่นสักครก ที่ไหนก็มีสองแบบคล้ายๆ กันคือ อร่อยกับไม่อร่อย อิๆ แต่ที่แถวเกาะสมุย ขนมครกจะมันแต่ไม่หวานเพราะไม่ขี้เหนียวกะทิ ให้จิ้มน้ำตาลเอาเอง ช่างไม่สะดวกเอาเสียเลย คิดดูสิ เอาขนมครกคว่ำหน้าลงไป พอพลิกขึ้นมามันจะเป็นยังไง เละอ่ะสิ

อยู่มา 3 คืน ชีวิตช่างเงียบเหงาเอ๊ย เงียบสงบเสียนี่กระไร คนที่มาพักก็พอมี แต่เค้าพักกันแค่คืนเดียวทั้งนั้น ทางรีสอร์ทก็สงสัยเราเหมือนกัน ว่าอยู่เข้าไปได้ไงตั้ง 4 คืน ต่อมาถึงได้รู้ว่า ที่นี่เป็นทางผ่านมากกว่าที่จะเป็นที่เที่ยว ดีว่าตั้งใจกันแล้วว่าจะมาพักแบบพักสมกับที่เรียกว่าพักผ่อนไง

เมื่อไม่คาดหวังอะไร ก็มีความสุขตามอัตภาพ อ่านหนังสือ ถ่ายรูป นั่งๆ นอน กลางคืนดูพระจันทร์ขึ้นหลังเขาริมแม่น้ำโขง สวยเย็นตา เช้ามาเดินตากหมอก สมมุติว่าอยู่เมืองนอก กลางวันกินตำส้ม! กันเพ้อเจ้อ

วันนี้เพื่อนคนนี้มีเหตุอันทำให้หายไปจากชีวิตของเราแล้ว แต่วันคืนดีๆ ที่เคยมีร่วมกันก็ยังคงอยู่ในความทรงจำเสมอ

 



 

February 27

นกนางนวลกับคนเบื่อโลกที่บางปู

       Crab  Sea FoamHummingbird Goose

 

8.00 นอนลืมตาปริบๆ .....  เรียกสติอันลอยเลื่อนงุนงง กลับจากโลกราตรีก่อน แล้วจึงฮึดลุกขึ้นจากที่นอน เดินไปรูดม่านให้แสงสว่างเข้ามากระตุกประสาทอีกแรงหนึ่ง ...................ล้างหน้าแปรงฟัน คว้าอุปกรณ์มาออกกำลังกายติ๊ดหนึ่ง ส่งแรงใจไปถึงแม่ผู้พร่ำบ่นให้รักษาสุขภาพทุกๆ วิถีทาง ทำแล้วนะจ๊ะ ติ๊ดหนึ่งก็ยังดีกว่าไม่ทำ แม่เคยบอกไง

อาบน้ำ   ตามด้วยกาแฟและอาหารเช้าครบสูตร ....  เปิดคอมพ์ ยังไม่ทันโหลดครบเครื่องดีเลย ตึ่ง ตึ๊ง ๆ เพื่อนทักทายมาแล้ว.....คุยไม่ได้นะจ๊ะ....ทำงานก่อน....มีแต่ข้อมูลๆๆๆๆ อ่านๆๆๆๆๆ

โอ๊ย เซ็ง..... เป็นไรนะ ท้องผูกเหรอ.... ทำไมวันนี้อารมณ์ไม่แจ่มใสเลย.... ไอ้โน่นนิด ไอ้นี่หน่อย เมื่อวานเราใจร้ายกับเพื่อนคนหนึ่ง.... ป่านนี้เธอตายไปหรือยังจ๊ะ ก็เธอบ่นแต่เรื่องจะตายๆๆๆ

....ฉุดไม่มา...แล้วทำไมต้องผลักไสด้วยล่ะ เราใจร้าย....แงๆๆๆ

รูปที่ไปวาดมาจากสวนลุมเมื่อวันอาทิตย์ตั้งพิงอยู่บนพื้น... เกือบเสร็จแล้ว เหลือคนที่นั่งอยู่บนม้านั่งยาว  ยังเว้นเป็นรอยขาว เหมือนจะเป็นคำถามที่ไม่ใช่ว่าเขาเป็นใคร แต่น่าจะเป็นคำถามว่า ใครนั้นมีอยู่จริงหรือเปล่ามากกว่า.......

ปิดคอมพ์ รื้อหาชุดสีน้ำชุดจิ๋วออกมา  คว้าหนังสือ และ สมุดโนท อย่างละ 1 เล่ม  สะพายกล้องคู่ใจ เดินดุ่มออกจากห้อง....จะทำอะไรก็ไม่รู้....ไปไหนก็ไม่รู้.....จะหาที่อ่านหนังสือ หรือจะวาดรูป หรือจะหาที่ถ่ายรูป....โอ๊ย...สับสนชีวิต

เร็วๆ นี้ได้ยินใครพูดนะว่าอยู่บางปู...... เออ เราไปบางปูมาเมื่อช่วงปลายปี วันนั้นไปกับคนๆ หนึ่งที่รู้สึกว่า จำใจฝืนใจ อย่างมาก นั่งกินข้าวตรงนั้นก็เป็นอาหารที่แสนจะไม่อร่อย....มีกระดานติดรูปของคนดังที่มากินมาเที่ยว ข้อความใต้รูปมีแต่คำชมทั้งนั้น... จะมีใครกล้าบอกว่าไม่ดี ไม่ชอบ ไม่อร่อยล่ะ หรือว่าไม่มี? เออ ชั้นบ้าไปคนเดียว....วันนั้นนกเยอะ เยอะมากๆ พระอาทิตย์กำลังจะตก แสงกำลังสวย คนตั้งกล้องเตรียมถ่ายรูปกันเต็มไปหมด แต่เราไม่มีกล้องไปด้วย ใช้กล้องในโทรศัพท์ถ่ายมาได้บ้าง ฝืด ฝืนเต็มที ผลจากการไปกับคนๆ นั้นยังคงทำให้รู้สึกผิดติดมาจนวันนี้ ...ไม่น่าเล้ย...เรา....

เออนี่คุณบอกไปบางปูมาเมื่อวันไหนนะ วานซืนน่ะ....ยังมีนกนางนวลมั้ย

เมื่อวานครับ เมื่อวาน....นกมีแน่